posttoday
เตือนโลกรับมือวิกฤตอาหาร ปัจจัยเสี่ยงครบ โลกร้อน ดินเสื่อม ขาดน้ำ

เตือนโลกรับมือวิกฤตอาหาร ปัจจัยเสี่ยงครบ โลกร้อน ดินเสื่อม ขาดน้ำ

29 พฤศจิกายน 2554

ในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา นอกจากจะเรียกว่าเป็นปีแห่งหายนะทางเศรษฐกิจแล้ว

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา นอกจากจะเรียกว่าเป็นปีแห่งหายนะทางเศรษฐกิจแล้ว คงไม่ผิดนักหากจะบวกอีกหนึ่งฉายาเข้าไปด้วยว่า เป็นปีแห่งหายนะของเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ

เพราะตบเท้ากันมาครบโดยพร้อมเพรียง ตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหว ภัยแล้ง และพายุฝน โดยแต่ละเหตุการณ์ที่มาก็ล้วนแต่มีดีกรีในระดับเลวร้ายรุนแรงแทบทั้งสิ้น

แรงถึงขนาดสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชากรโลกจนไม่อาจนับมูลค่าได้

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของบรรดาผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ความเสียหายที่หลายฝ่ายประเมินกันออกมาเป็นมูลค่าตัวเงินนี้ เทียบไม่ได้กับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับโลกต่อไปในอนาคตในระยะยาว

เพราะความเสียหายที่คาดการณ์กันนี้เกี่ยวข้องกับหนึ่งในปัจจัย 4 ซึ่งก็คือ อาหาร ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนเดี๋ยวแล้ง ได้ส่งผลกระทบมหาศาลต่อปริมาณพืชผลทางการเกษตรและการปศุสัตว์ จนทำให้ปริมาณผลผลิตที่ป้อนเข้าสู่ตลาดมีน้อยกว่าความต้องการของประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจน

เตือนโลกรับมือวิกฤตอาหาร ปัจจัยเสี่ยงครบ โลกร้อน ดินเสื่อม ขาดน้ำ

เพราะผลลัพธ์ของราคาอาหารที่ปรับตัวพุ่งทะยานจนน่าตกใจส่งผลกระทบต่อปากท้องและความอยู่รอดของคนจน ซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกโดยตรง

ขณะที่สถานการณ์ราคาอาหารยังรุนแรงถึงขนาดที่รายงานของธนาคารโลกเมื่อช่วงต้นปี 2554 ที่ออกมาประเมินว่า ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาราว 44 ล้านคน ต้องกลายสภาพเป็นคนจนสุดขั้ว เนื่องจาก 75% ของรายได้ที่หามาต้องเสียไปกับราคาอาหารที่แพงขึ้น

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2553 คลื่นความร้อนบริเวณรัสเซียและยูเครนส่งผลให้ราคาข้าวสาลีในตลาดในช่วงเดือน ก.ค. และ ส.ค. แพงขึ้น 60-80% ขณะที่ในเดือน เม.ย. 2554 ราคาข้าวสาลีในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว 85%

ราคาข้าวฟ่างในโซมาเลียแพงขึ้น 393% ขณะที่ข้าวโพดในเอธิโอเปีย และเคนยา แพงขึ้น 191% และ 161% ตามลำดับ โดยเป็นผลกระทบมาจากภัยแล้งที่กำลังคุกคามพื้นที่บริเวณแอฟริกาตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อ Horn of Africa อยู่ในขณะนี้

ด้านพายุฝนและพายุไต้ฝุ่นที่โหมกระหน่ำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกก็ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเพาะปลูกอาหารหลักอย่างข้าวเช่นเดียวกัน โดยราคาข้าวในไทยและเวียดนามช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 25-30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่เกิดเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปีของไทย ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จะออกรายงานออกมายืนยันให้เบาใจว่า ปริมาณข้าวในตลาดโลกไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้น หรือมีราคาแพง เช่นผลิตผลทางการเกษตรตัวอื่นๆ เนื่องจากประเทศปลูกข้าวรายใหญ่ของโลกอย่างจีนและอินเดีย สามารถเก็บเกี่ยวข้าวในปริมาณได้มากพอเกินความต้องการของคนในประเทศ จนเหลือส่งออกมากถึงหลายร้อยล้านตัน

แต่ทว่าเมื่อพิจารณารายงานอีกฉบับของคณะทำงานที่ว่าด้วยเรื่องโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ระบุว่า สภาพดินในพื้นที่เพาะปลูกทั่วโลกกำลังอยู่ในสภาพเสื่อมถอย เนื่องจากการอาศัยเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางการเกษตร อย่างพวกสารเคมีและยาฆ่าแมลง ได้กัดกร่อนสารอาหารในดินและทำให้น้ำปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าปริมาณข้าวที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเพียงความโชคดีที่ประเทศเหล่านั้นยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก และผลลัพธ์จากความก้าวหน้าทางการเกษตรยังไม่ออกฤทธิ์

เนื่องจากพื้นฐานของการทำการเกษตร ทั้งดิน น้ำ และอากาศ ล้วนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกทำลายด้วยฝีมือของมนุษย์

ทั้งนี้ แม้ความก้าวหน้าทางการเกษตรจะทำให้ได้ผลผลิตในจำนวนที่มากขึ้นถึง 150% ในช่วงปี 2504-2552 แต่สารเคมีกลับบ่อนทำลายผืนดินจนทำให้มีพื้นดินที่เหมาะแก่การทำการเกษตรขยายตัวเพียงแค่ 12% ขณะที่แนวโน้มทางสถิติชี้ชัดว่า ภายในปี 2593 น้ำจืดที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคจะกลายเป็นของหายาก เพราะล้วนปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ หรือกลายสภาพเป็นน้ำกร่อยไป

ยิ่งเมื่อประกอบกับการเร่งขยายตัวของแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมก็ยิ่งส่งผลร้ายให้ผืนดินและแหล่งน้ำถูกทำร้ายหนักขึ้น

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือพื้นที่เพาะปลูก 25% ของโลกกำลังเสื่อมถอยอย่างรุนแรง ขณะที่ในส่วนที่เหลือตกอยู่ในสภาพเริ่มต้นสูญเสียคุณภาพ และสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

ทั้งนี้ เอฟเอโอ ยูเอ็น และองค์กรเอ็นจีโอที่เกี่ยวข้องอย่าง กลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านความยากจนและอยุติธรรม (ออกซ์แฟม) ต่างพร้อมใจกันออกมาเตือนว่า หากโลกยังไม่เห็นความสำคัญกับการร่วมมือช่วยกันหามาตรการลดโลกร้อน มาตรการบริหารจัดการน้ำ และมาตรการการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว

อนาคตของลูกหลานที่คาดหวังได้คงมีเพียงความหดหู่ซึมเซา ยิ่งกว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้

เพราะวิกฤตอาหารเป็นเดิมพันของความอยู่รอดของมนุษย์ทั้งหมด

สำหรับประเทศไทยที่หวังจะเป็นครัวของโลก และได้รู้ซึ้งถึงความรุนแรงของธรรมชาติลงโทษไปบ้างแล้ว

คงไม่มีอะไรดีกว่าการตระหนักได้ว่าสิ่งที่ควรทำที่สุดในขณะนี้คืออะไร และเร่งหามาตรการรับมือป้องกันและลงมือทำอย่างจริงจังเสียที

ก่อนที่จะต้องมานั่งพูดคำว่า “สายเกินไป” ให้ลูกหลานเจ็บใจเล่น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท