
กยน.ค้านขุดเจ้าพระยา2ชี้ไม่คุ้มค่า
กรรมการฯกยน.ค้านสร้าง “เจ้าพระยา 2” ชี้ไม่คุ้มค่า-สร้างยาก เสนอสร้างไฮเวยน้ำฝั่งตะวันตกและตะวันออก
กรรมการฯกยน.ค้านสร้าง “เจ้าพระยา 2” ชี้ไม่คุ้มค่า-สร้างยาก เสนอสร้างไฮเวยน้ำฝั่งตะวันตกและตะวันออก
นายกิจจา ผลภาษี กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เปิดเผยว่า ตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการขุดคลองสายใหม่หรือแม่น้ำเจ้าพระยา 2 เนื่องจากผลตอบแทนลงทุนไม่คุ้มค่า เพราะใช้เงินลงทุนสูงมาก และจะสร้างปัญหาความขัดแย้งในการเวนคืนที่ดินของประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมตามแนวแม่น้ำสายใหม่
“ถ้าสร้างไม่คุ้มค่า และสร้างยาก”นายกิจจากล่าว
นายกิจจา กล่าวว่า การจัดการน้ำระยะยาวไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วม จะใช้หลักการจัดการน้ำในแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ไม่ให้ไหลลงมาพร้อมกัน เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะเข้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ เช่น ต้องมีการทำอ่างเก็บน้ำที่แม่น้ำยม การสร้างอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนป่าสักฯ และสร้างแก้มลิงตามแนวแม่น้ำสายหลัก
“หากเราสามารถลดปริมาณน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ลงได้ 1 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากระดับ 4-5 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยวิธีการชะลอน้ำ น้ำที่ไหลลงมาในที่ลุ่มเจ้าพระยาก็จะน้อยลง”นายกิจจาระบุ
ส่วนการจัดการน้ำช่วงกลางน้ำ ต้องสร้างแหล่งรับน้ำตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาสู่อยุธยา เช่น ต้องมีการปรับปรุงบึงบอระเพ็ดให้รับน้ำได้เพิ่มขึ้น สร้างแก้มลิงเพิ่ม เป็นต้น
ขณะที่ระบบป้องกันน้ำท่วมในกรุงเทพและปริมณฑลนั้น จะต้องสร้างฟรัดเวย์ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยสร้างไฮเวย์น้ำที่เป็นลักษณะถนนให้รถยนต์วิ่งในหน้าแล้ง และเป็นทางน้ำผ่านลงทะเลในช่วงฤดูน้ำ โดยไฮเวย์น้ำฝั่งตะวันออกจะเริ่มที่มีนบุรี-หนองจอกไปตรงออกสู่ทะเล
ส่วนไฮเวย์ฝั่งตะวันตกจะเริ่มต้นที่บางกรวย-บางบัวทองไปสู่แม่น้ำท่าจีน แต่เนื่องจากแม่น้ำท่าจีนมีความคดเคี้ยวมากจะต้องมีการสร้างคลองลัดโพธิ์ในแม่น้ำสายนี้ เพื่อให้น้ำลงสู่ทะเลเร็วขึ้น
นายกิจจา กล่าวว่า การลงทุนสร้างอุโมงค์น้ำใต้ดินเพื่อเป็นฟรัดเวย์น้ำ เป็นข้อเสนอหนึ่งที่เป็นไปได้ แต่ไม่คุ้มค่า เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก และไม่มีประโยชน์อะไร หากใช้เป็นเพียงทางน้ำผ่านลงทะเล
ด้าน นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานคณะอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน กยน. ระบุว่า ที่ประชุมกำหนดกรอบแนวคิดการจัดการน้ำระยะสั้น 4 แนวทาง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และการมีองค์กรที่มีอำนาจจัดการน้ำกรณีวิกฤติ เพื่อทำให้การจัดการน้ำเป็นเอกภาพ
“ในยามวิกฤตเราต้องมีองค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจสั่งการจัดการน้ำทุกอย่าง เช่น เมื่อสั่งให้ประตูน้ำต้องเปิด 1 เมตรก็ต้อง 1 เมตร ไม่ใช่ 80 เซนติเมตร การปล่อยน้ำจากเขื่อนควรปล่อยอย่างไร ระดับเท่าใด และรูปแบบคงไม่ใช่เรียกประชุมคณะกรรมการฯ เพราะถ้าเรียกประชุมก็คงใช้เวลาชาติหน้าถึงจะตัดสินใจได้”นายปีติพงศ์ระบุ
สำหรับแนวคิดการจัดการน้ำ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่ไม่ใช่เฉพาะแค่การชลประทาน แต่รวมถึงการป้องกันน้ำท่วม 2.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกลางน้ำ เช่น ประตูระบายน้ำ คันกั้นน้ำ คลองระบายน้ำ ที่ต้องทำให้เสร็จใน 3-4 เดือน 3.การพิจารณาให้เงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่รับน้ำหรือน้ำท่วมซ้ำซาก
และ4.การแก้ไขปัญหาการระบายน้ำลงทะเลฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯให้สามารถระบายและสูบน้ำลงทะเลโดยเร็ว พร้อมทั้งจัดการขยะและผักตบชวาที่ทำให้น้ำไหลได้ช้า







