
น้ำลายท่วมสภาประท้วงนัวเนีย
การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม
การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม
ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) เมื่อวันที่ 27 พ.ย.นั้น เป็นไปอย่างทุลักทุเล โดยมีการใช้เวลาประท้วงและใช้สิทธิพาดพิงไปทั้งสิ้นกว่า 4 ชั่วโมง
สำหรับเนื้อหาส่วนใหญ่ฝ่ายค้านกล่าวหา พล.ต.อ.ประชา บริหารราชการแผ่นดินบกพร่องล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ปล่อยให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซง กดดัน ทำลายคันกั้นน้ำ จนทำให้เกิดความสับสน ส่งผลให้น้ำท่วมหนักมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็ยังแต่งตั้งให้ สส.เข้าไปบริหารจัดการถุงยังชีพ ซึ่งนอกจากทำผิดกฎหมายแล้ว ยังมีการนำสิ่งของบริจาคไปติดชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสส.พรรคเพื่อไทย รวมทั้งมีการกล่าวหากักตุน สุขา เรือ โดยไม่ได้นำไปแจกจ่ายให้ประชาชน
นอกจากนี้ มีการเปิดคลิปกล่าวหา การุณ โหสกุล สส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) รวมถึงกลุ่มเสื้อแดง เข้าไปเกี่ยวข้องการนำประชาชนทำลายคันกั้นน้ำจนทำให้มีการตอบโต้กันตลอด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงค่ำที่ประชุมเสียเวลาไปกับการถกเถียงระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล เมื่อ เจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภา ในฐานะประธานการประชุม ได้อนุญาตให้ จตุพร พรหมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ใช้สิทธิถูกพาดพิงทั้งที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประท้วงว่าไม่มีใครพาดพิง แต่เจริญอ้างว่า พล.ต.อ.ประชา ได้กล่าวในช่วงเช้าถึงญัตติยื่นถอดถอนและพาดพิงถึงจตุพร เกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์สินราชการ
ทั้งนี้ จตุพร ได้อ่านรายละเอียดข้อกล่าวหาในญัตติถอดถอนทำให้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ขอให้ พล.ต.อ.ประชา ชี้แจงว่า ญัตติที่ จตุพร นำมาอ่านได้มาจากไหน เพราะเป็นความลับทางราชการ ขณะที่ พล.ต.ประชา บอกว่าเป็นเอกสารเปิดเผย ไม่ได้ตีตราลับ
ทั้งนี้ จุรินทร์ จึงตอบโต้ว่าเรื่องนี้อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย เป็นเรื่องปกปิดไม่ใช่สิ่งที่บุคคลภายนอกจะรับรู้ได้ ทำให้ เจริญ รีบกลับคำวินิจฉัยว่าแม้เอกสารจะเป็นเอกสารลับก็ไม่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายและขอให้ดำเนินการต่อ ส่วนที่อาจจะมีการทำผิดกฎหมาย ก็ให้ไปสอบสวนกันข้างนอก
ทั้งนี้ บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความวุ่นวาย โดย จตุพร พยายามเดินหน้าชี้แจงต่อ แต่ก็ถูก สส.ปชป. ประท้วงจน จตุพร ยอมที่จะยุติการอภิปรายในประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุว่าจะไปดำเนินการฟ้องร้องคดีแพ่งและอาญากับ สส.ฝ่ายค้านทั้ง 154 คน
สำหรับคำอภิปรายและการตอบโต้ของทั้งสองฝ่ายมีรายละเอียดดังนี้
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน
“บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดทุกมิติ ทั้งเรื่อง น้ำ คน เงิน รวมถึงสิ่งของที่มีผู้บริจาค นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมรู้เห็นเป็นใจให้คนของพรรคการเมืองเดียวกันแทรกแซงและหาประโยชน์ทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย นอกจากนั้น พล.ต.อ.ประชา ทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ต่อมาคือ ปล่อยละเลย รู้เห็นให้เกิดทุจริต จากเงินงบประมาณและเงินบริจาคของประชาชน
...ยังล้มเหลวในการบริหารการจัดการน้ำ ผลที่ปรากฏ คือ ยิ่งแก้ น้ำยิ่งท่วม ท่วมจนทนไม่ไหว น้ำต้องไหลลงทะเลไป นี่คือความเป็นจริงของปัญหาที่เกิดเพราะรัฐบาลบริหารน้ำผิดพลาด เหมือนกับชายแดนภาคใต้ในอดีต การจัดการในเรื่องจัดเก็บ การระบายน้ำ ช่วงที่เหมาะสม จึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะรัฐบาลเชื่อว่า “เอาอยู่” รัฐบาล”
พล.ต.อ.ประชา
“ประเด็นการบริหารงานใน ศปภ.ที่ฝ่ายค้านอภิปรายและยื่นถอดถอนด้วยนั้น ถือว่าหนักเกินและผมรับไม่ได้ เพราะตลอดชีวิตราชการจนกระทั่งได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ผมไม่เคยมีเรื่องทุจริต ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบ เรื่องถุงยังชีพนั้นก็ซื้อกันตั้งแต่ตนเองยังไม่เข้ามา และในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ซื้อเหมือนกัน และซื้อแพงกว่าอีก ทั้งข้าวสาร เรือ ส้วม ผมมีหลักฐานยืนยัน
...การบริหารจัดการ ศปภ.มีความผิดพลาดบ้างแต่ก็ต้องแก้ไข แต่ที่ผ่านมาในการทำงาน สส.ครึ่งพรรคเพื่อไทย ได้เข้ามาช่วยงาน และได้รับการช่วยงานจากหน่วยราชการรวมถึงภาคเอกชนเข้ามาทำงานด้วยกัน และยังมีประชาชนนับพันคนที่มีจิตอาสาเข้ามาช่วยกันทำงาน จึงทำให้เกิดความสับสนอลหม่านในการทำงานใน ศปภ.บ้างพอสมควร”







