
เปิดใจเจ้าพ่อนครบาล ยุค วินัย ทองสอง เมืองกรุงต้องไม่อันตราย
คดีปล้น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์”ถูกหยิบยกขึ้นมาสนทนาในทุกกลุ่ม
โดย...ธนก บังพล
คดีปล้น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์”ถูกหยิบยกขึ้นมาสนทนาในทุกกลุ่ม
เมื่อ “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” ปลัดกระทรวงคมนาคม โดนล้วงคองูเห่าในคืนแต่งงานลูกสาว
เป็นจังหวะเดียวกับที่ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง เพิ่งได้รับให้ขึ้นสู่เก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) หลังจากนั่งเป็น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) มาระยะหนึ่ง
เมื่อความหวังที่จะให้ตำรวจคลี่คลายปมเงื่อนงำและตามล่าเหล่าบรรดาโจรแก๊งนี้มาเฉลยปัญหาคาใจคนทั้งประเทศในฐานะ ผบช.น.ที่ควบคุมดูแลโรงพักในกรุงเทพมหานคร (กทม.) 88 สน. วิสัยทัศน์การปราบปรามอาชญากรรมทั้งเมืองหลวง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
พล.ต.ท.วินัย นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 32 (นรต.32) สร้างชื่อกระหึ่มเมื่อครั้งเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) จากการเติบโตมาในสายนักสืบ บอกว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ การก่ออาชญากรรมหลังน้ำลด
เพราะเห็นว่า หลังน้ำลดวิกฤตคือคนจะตกงาน ไม่มีรายได้ ปัญหาการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและร่างกายจะรุนแรง ทั้งลัก วิ่ง ชิง ปล้น บช.น.เอง ได้ทำโครงการ 1 ตำรวจสายตรวจ 4 อาสา ซึ่งจะทำให้การทำงานเพิ่มกำลังได้ 2-3 เท่า
ดำเนินการในซอย หมู่บ้าน เป็นการร่วมมือระหว่างตำรวจกับคนในชุมชน โดย บช.น. กำลังหาทางอยู่ว่าจะเข้าไปช่วยเงินค่าน้ำมันได้อย่างไรบ้าง เป็นการสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมนั่นเอง
ผบช.น.คนใหม่มองว่า กทม.นั้น เป็นเมืองหลวงที่มีประชากรมาก การลัก วิ่ง ชิงทรัพย์มีโอกาสที่จะเกิดแน่ๆ ซึ่งพื้นที่ที่จับตาเป็นพิเศษคือพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม คือกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) รวมถึง บก.น.3 บก.น.7 และบก.น.9
นอกจากนี้ เรื่องการปราบปรามยาเสพติดที่ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายการทำงานของตำรวจมาหลายปี ซึ่งทำให้รัฐบาลทุกสมัยเน้นความสำคัญเป็นพิเศษ
“เมื่อป้องกันการโจรกรรมลักเล็กขโมยน้อยแล้ว ก็จะมีการปราบปรามยาเสพติด จะนำผู้เสพมาเป็นผู้บำบัด เมื่อผู้เสพจำนวนมากออกมา คดีลักขโมยก็จะน้อยลง อีกทั้งดำเนินการกับผู้ค้ารายสำคัญ และล้มไม้ค้ำคือ พวกเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ทำหน้าที่ หรือรู้เห็นเป็นใจ”
พล.ต.ท.วินัย ยังเคยเป็นผู้เข้าไปทลายบ่อนเตาปูน บ่อนการพนันที่กล่าวกันว่าเข้มงวดกับการผ่านเข้าออกเป็นอย่างมาก
“บ่อนการพนัน ตู้ม้าต้องไม่มี บ่อนถ้ามีก็ต้องจับ และผมเชื่อว่าในกรุงเทพฯ มีบ่อนแน่นอน เพียงแต่เราคงไม่ไปบอกว่าเราจะไปจับอะไรที่ไหน”
เรื่องม็อบที่ชาวบ้านต้องกระทบกระทั่งกับตำรวจเป็นประจำนั้น พล.ต.ท.วินัย มองว่าปัญหาเกิดมาจากความเดือดร้อน ไม่มีปัญหาในการทำงานแต่อย่างใด
“ถ้าเราอยู่ในที่เกิดเหตุ เราก็จะเข้าใจปัญหาทั้งสองฝ่าย อย่างเรื่องรื้อบิ๊กแบ็กนี้ก็เช่นกัน เมื่อเราเข้าใจปัญหาของชาวบ้านทั้งสองฝ่าย เราก็เข้าไปเจรจา ต้องมีการผ่อนปรนกันบ้าง ในการชุมนุมทางการเมืองนั้น เราก็ต้องพยายามดำเนินการไม่ให้ตำรวจเข้าไปเป็นคู่กรณี”
เมื่อพูดถึงเรื่องการเมือง พล.ต.ท.วินัย ถือว่าเป็นหลานชายของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ซึ่งในทางนิตินัยแล้วคืออดีตภริยาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่พ้นต้องถูกตั้งคำถามว่าจะวางตัวอย่างไร
“ฝ่ายการเมืองก็มีการพูดตลอดว่าผมเชื่อมโยง แต่ถ้าไปดูตั้งแต่อดีตทุกครั้งที่ผมขึ้นมาไม่ว่าอยู่หน่วยไหน ส่วนใหญ่ชาวบ้านเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งนั้น ผมถือว่าอยู่ตรงไหนก็ต้องทำงานเต็มที่ มันเพียงแต่ว่าพอแต่งงาน ก็มีฝ่ายขึ้นมา ผมยืนยันว่าถูกต้องเป็นถูก ผิดต้องเป็นผิด”
พล.ต.ท.วินัย ยอมรับว่า ไม่เคยคิดอยากจะเป็นอะไร รวมถึงตำแหน่ง ผบช.น. เพราะประวัติการทำงาน 32 ปี เคยอยู่ทั้งหัวหน้าสายตรวจ สายสืบ จากนครบาลก็ไปอยู่ภูธร เป็นสารวัตรสืบสวนทั้งที่เมืองชัยภูมิ พัทยา สามพราน คูคต เป็นหัวหน้าโรงพัก เป็นผู้กำกับในที่ต่างๆ
“จริงๆ แล้วผมอยากไปอยู่ภูธรมากกว่า แต่เมื่อมาอยู่นครบาลผมก็จะทำเต็มที่ ซึ่งเข้ามาก็เจอวิกฤตน้ำท่วมพอดี ตอนนี้รัฐบาลก็ให้งบ บช.น.มา 63 ล้านบาท เพื่อนำมาให้เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องออกไปทำงานนอกเวลา ทำโอที และผมเชื่อว่าต้องมีเหตุอาชญากรรมแน่นอน เพราะ 1.น้ำท่วม 2.บ้านพัง 3.ตกงาน” ผบช.น.ให้ความเห็น
และแน่นอนว่ายิ่งน้ำท่วมยืดเยื้อนานเท่าไร คนก็อาจต้องกลายมาเป็นมิจฉาชีพก็จะมีมากขึ้นจากความเดือดร้อน
“เมื่อคดีเกิดขึ้นก็ต้องพยายามจับกุมให้ได้ ต้องช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน” คำมั่นจาก พล.ต.ท.วินัย ผบช.น.คนล่าสุด







