
ต้องสร้างสรรค์
การอภิปรายไม่ไว้วางใจและถอดถอนจากตำแหน่ง ซึ่งจะมีขึ้นในวันนี้
การอภิปรายไม่ไว้วางใจและถอดถอนจากตำแหน่ง ซึ่งจะมีขึ้นในวันนี้
ถือเป็นมาตรการตรวจสอบในระบบรัฐสภาที่รุนแรงที่สุดในระบอบประชาธิปไตย และเป็นครั้งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นญัตติอภิปรายรัฐมนตรีโดยกำหนดเพียงคนเดียว ขณะที่รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศไม่ถึง4 เดือน เนื่องจากพบการบริหารงานผิดพลาดในการแก้ปัญหาอุทกภัยใหญ่ ที่ปัญหาส่วนมากมาจากความล้มเหลวของภาครัฐ และการทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพ ซึ่งเงื่อนไขในการยื่นอภิปรายที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ จะต้องยื่นในสมัยประชุมสภาสามัญทั่วไปเท่านั้น โดยขณะนี้อยู่ในสมัยประชุม และจะปิดในวันที่ 29 พ.ย.นี้ ฝ่ายค้านจึงจำเป็นต้องยื่นญัตติ มิฉะนั้นก็ต้องรอไปถึงกลางปีหน้า
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศปภ. เป็นรัฐมนตรีเพียงรายเดียวที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายและถอดถอนออกจากตำแหน่ง รวมถึงยังได้เข้าชื่อถอดถอน สส.พรรคเพื่อไทยอีก 6 คน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการถุงยังชีพ และใช้อำนาจแทรกแซงหน่วยงานราชการในการเปิดประตูระบายน้ำ
การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านครั้งนี้ เป็นไปตามกลไกการตรวจสอบ เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องรับฟัง และไม่ควรขัดขวาง หรือตั้งองครักษ์มาพิทักษ์รัฐมนตรีที่โดนอภิปราย คอยประท้วงฝ่ายค้าน เล่นเกมจนเสียบรรยากาศ เป็นตัวอย่างไม่ดีให้เยาวชนที่ดูการอภิปราย
โดยเฉพาะเนื้อหาที่ฝ่ายค้านจะอภิปราย คือ การบริหารจัดการน้ำล้มเหลวจนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในวงกว้าง เห็นได้จากกระแสความไม่พอใจของชาวบ้านผู้ประสบภัย ที่มีปัจจัยหลักจากรัฐบาลไม่เอาใจใส่แก้ปัญหาจริงจัง ได้ลุกลามจนเกิดม็อบรื้อบิ๊กแบ็ก หรือให้เปิดประตูระบายน้ำสูงขึ้นรายวัน พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องให้ ศปภ.ให้คำตอบว่าเมื่อไรน้ำจะหายท่วม เป็นความไม่พอใจที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความกระจ่างและแก้ให้เร็ว ซึ่งรัฐบาลอาจใช้เวทีซักฟอกของฝ่ายค้านครั้งนี้ ชี้แจงข้อกล่าวหาและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้
ขณะเดียวกัน ปมถุงยังชีพซึ่งเป็นอีกประเด็นที่จะหยิบมาอภิปราย เรื่องนี้ได้สร้างรอยด่างให้รัฐบาลกับข้อกล่าวหาจัดซื้อไม่โปร่งใสท่ามกลางความทุกข์ร้อนของผู้ประสบภัย โดยมีการอนุมัติงบ 80 ล้านบาท จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นผู้จัดซื้อสินค้าในรายการถุงยังชีพ จำนวน 1 แสนถุง ราคาถุงละ 800 บาท ซึ่งปรากฏว่าซื้อในราคาแพงกว่าตลาดอย่างผิดปกติ และบริษัทที่ชนะประมูลจัดซื้อทั้งสองบริษัทยังมีความผิดปกติมีที่ตั้งบริษัทอยู่ที่เดียวกัน อีกทั้งผลประกอบการขาดทุนสะสมหลายปีติดต่อกัน
เมื่อเป็นดังนี้ รัฐบาลเพื่อไทยซึ่งมีนโยบายปราบปรามทุจริต จำเป็นต้องชี้แจงให้ชัด เพราะหากข้อกล่าวหานี้มีน้ำหนัก มีหลักฐานให้ประชาชนเชื่อ ก็จะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาล รวมทั้งควรนำข้อท้วงติงของฝ่ายค้านมาปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าไปกลัวว่าเป็นกระบวนการจ้องดิสเครดิต หากนำข้อผิดพลาดมาปรับปรุง ก็จะทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีความสง่างามที่ได้ยึดถือในปฏิญาณที่ประกาศ และอยู่บริหารประเทศได้อย่างมั่นคง







