
ปฏิบัติธรรมบังหน้า
ปรากฏการณ์ “ตื่นผู้วิเศษ” แบบบ้านๆ...เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในสังคมไทย ประมาณว่า มีผู้วิเศษปรากฏตัวที่ไหน ผู้คนก็จะแห่กันไปที่นั่น
ปรากฏการณ์ “ตื่นผู้วิเศษ” แบบบ้านๆ...เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในสังคมไทย ประมาณว่า มีผู้วิเศษปรากฏตัวที่ไหน ผู้คนก็จะแห่กันไปที่นั่น
โดย..อ.ตุ้ย วรธรรม
ล่าสุดเกิดขึ้นในพื้นที่หมู่ 10 บ้านท่าสำราญ ต.ทุ่งสว่าง อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ ณ สำนักปฏิบัติธรรมที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นได้ประมาณ 8-9 เดือน ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่า ส.ป.ก.401 รอยต่อระหว่างบ้านท่าสำราญ อ.วังหิน กับบ้านอะลาง ต.แข้ อ.อุทุมพรพิสัย โดยมีห้วยสำราญคั้นกลางระหว่างสองหมู่บ้าน
เรียกว่าใครจะเดินทางมาที่สำนักแห่งนี้สามารถมาได้ 2 ทาง คือ ถ้ามาทาง อ.อุทุมพรพิสัย ก็ต้องผ่านบ้านอะลาง หากมาทาง อ.วังหิน ก็ต้องผ่านบ้านท่าสำราญ
เจ้าสำนักเป็นชาย อายุประมาณ 40 ปี แต่งชุดขาว ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “อาจารย์หมอ” และมักจะพูดกับผู้คนที่มาหายังสำนักเสมอว่า เขามาที่นี่เพื่อต้องการจะช่วยให้ทุกคนพ้นจากความทุกข์ยาก
มีคนบอกว่า ที่เรียกตัวเองอาจารย์หมอ เพราะเจ้าตัวเคยอวดว่าตนเป็นหมอเทวดา เป็นอาจารย์แห่งหมอทั้งมวล จึงใช้ชื่อว่า “อาจารย์หมอ” มีความสามารถในรักษาโรคร้ายต่างๆ หายโดยการบีบนวดกดจุด พร้อมกับใช้ยาขี้ผึ้งสูตรเทวดาในการรักษา
สำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าวฉากหน้าเปิดให้คนมาสวดมนต์และปฏิบัติธรรม แต่ว่าทุกคนที่มาต้องใส่ “ชุดขาว” หรือนุ่งขาวห่มขาวมาเท่านั้น แต่ฉากหลังที่เปิดเผยให้เห็น คือ การใบ้หวย
แรกเริ่มเดิมทีคนมาปฏิบัติไม่ถึง 10 คน แต่ต่อมาเจ้าสำนักพลิกแพลงใช้วิธีการ “บอกใบ้ให้หวย” มาเป็นกลเม็ดเด็ดศรัทธา ก็สามารถจูงใจคนให้เข้ามาสำนักทันตาเห็น จากหลักสิบคนก็ขยับขึ้นหลักร้อย หลักพัน และเรือนหมื่นในวันเดียวคืนเดียว
โดยเฉพาะคืนก่อนวันหวยออก...จะมีรถยนต์วิ่งผ่านบ้านอะลางและบ้านท่าสำราญมุ่งหน้าไปยังสำนักแห่งนี้ตั้งแต่กลางวันถึงกลางคืนเป็นพันคัน
“เมื่อก่อนทุกคืนเวลาประมาณ 19.00 น. จะมีการเปิดคอนเสิร์ตขนาดย่อม มีนักดนตรี 6 คน ตัวตลก 1 คนพร้อมมีนักจัดรายการวิทยุเป็นพิธีกรดำเนินรายการ และบอกหวยโดยการเขียนตัวเลขไว้ที่หน้าผากตัวตลก
แต่ทุกวันนี้รายการนี้ต้องยกเลิกไป เพราะมีทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปตักเตือน แต่ว่าการบอกหวยยังคงอยู่ต่อไปเป็นที่รู้กันของผู้ที่ไป โดยเจ้าสำนักหันไปใช้วิธีการใบ้แทน แต่บางครั้งบางทีเขาก็คงคันปากบอกตรงๆ ก็มี
แต่ละงวดคนถูกก็มี ไม่ถูกก็บ่อย บางงวดถูกมาก แต่หลายงวดถูกเจ้ามือกินเรียบ โดยเฉพาะงวดไหนที่บอกตัวเลขตรงๆ เรียกว่าแทบจะโดนกินเรียบ” นักสังเกตการณ์รายหนึ่งที่เคยหยั่งเชิง ณ สำนักนี้เล่าสู่ฟัง
เขาเล่าต่อว่า คนที่ไปปฏิบัติธรรมเกือบทุกค่ำคืนที่สำนักแห่งนี้ ไม่ได้มีความต้องการที่จะไปปฏิบัติธรรมเป็นจริงเป็นจัง แต่ไปเพราะหวังผล ความโลภ ความอยากมีอยากได้ คือ รอเจ้าสำนักใบ้หวยแล้วก็กลับบ้านไปนอนฝันหวาน
แล้วเขาก็เชื่อว่า ถ้าเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างเดียว เพียวๆ ล้วนๆ แล้วไม่มีเรื่องใบ้หวยเข้ามาเอี่ยวด้วย จะมีสักกี่คน...ที่เดินทางเข้าสู่สำนักแห่งนี้
“ผมไม่เชื่อว่าชาวบ้านอย่างผมๆ ท่านๆ จะกระหายในการปฏิบัติธรรมขนาดนั้น ขนาดต้องนุ่งขาวห่มขาวไป แล้วกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทั้งๆ ที่วัดในหมู่บ้านของตนแท้ๆ บางคนยังไม่เคยเข้าไปทำบุญเลย ยกเสียแต่เมื่อตาย
ผมเชื่อว่าการตั้งสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ขึ้นมาอาจมีเจตนาแฝงซ่อนอยู่ก็ได้ เพราะภาพหรือฉากการปฏิบัติธรรมอาจเป็นการปิดบังหน้า แต่ฉากหลังจริงๆ คือการใบ้หวยล่อให้คนงมงาย แล้วสถานการณ์เวลานี้ก็เห็นชัดว่าชาวบ้านบ้าหวยกันไปใหญ่แล้ว
ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ การไปสำนักแห่งนี้ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวขึ้นอย่างไม่น่าจะเกิด เช่น ครอบครัวหนึ่งสามีภรรยาต้องแยกทางกัน อันเนื่องจากสามีไม่เห็นด้วยที่ภรรยาไปแล้วกลับบ้านดึกๆ เกิดการโต้เถียงจนแยกทางกันในที่สุด” หนุ่มนักสังเกตการณ์สำทับ
ฟังแล้ว...หน่วยงานต่างๆ ของบ้านเมืองที่มีหน้าที่กับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะตำรวจ ฝ่ายปกครอง สำนักพุทธ ต้องเอาจริงเอาจัง อย่าให้มีการใบ้หวยอีกต่อไป เพราะมันคือการหลอกลวงชาวบ้านดีๆ นี่เอง
และเมื่อทราบว่าเจ้าสำนักผู้นี้กล่าวอ้างว่า สำนักปฏิบัติธรรมของตนเป็นสาขาของวัดชื่อดังในตัวเมืองศรีสะเกษที่มีความหมายว่า “ช้างล้ม” ด้วยแล้วยิ่งไม่สบายใจ







