
เงินกู้ และทีมแก้ ต้องพลิกวิกฤตน้ำท่วม
ภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่รออยู่ข้างหน้า นอกจากการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เร่งดำเนินการอยู่ในเวลานี้ก็คือ การเข้าสู่ช่วงของการฟื้นฟูประเทศ
ภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่รออยู่ข้างหน้า นอกจากการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เร่งดำเนินการอยู่ในเวลานี้ก็คือ การเข้าสู่ช่วงของการฟื้นฟูประเทศ
โดย..ปานปรีย์ พหิทธานุกร
นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ใหม่ ซึ่งถือได้ว่ามีความชัดเจนในโครงสร้างการทำงาน รวมทั้งความรับผิดชอบของตัวบุคคลมากยิ่งขึ้น
โครงสร้างนี้จึงรองรับทั้งการแก้ไขน้ำท่วมในปัจจุบันและการฟื้นฟูประเทศไปพร้อมกัน ภายใต้โครงการ “นิวไทยแลนด์” (ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่ยืนยันว่าจะใช้ชื่อนี้หรือไม่) โดยคนในรัฐบาลออกมาแถลงแล้วว่า จะต้องใช้เงินกู้เพิ่มอีกประมาณ 9 แสนล้านบาท ถ้ารวมกับเงินงบประมาณปี 2555 ที่ถูกตัดออกจากกระทรวงต่างๆ อีก 8 หมื่นล้านบาท กับงบประมาณขาดดุลอีก 5 หมื่นล้านบาท รวมกันแล้วเกือบ 1 ล้านล้านบาท
เงินกู้จำนวนมหาศาลจนน่าตกใจนี้ ทำให้รัฐบาลถูกตั้งคำถามจากประชาชนว่า จะนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไร อย่างไร และเพื่อใคร
รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า การกู้เงินก้อนนี้แตกต่างจากกรณีปกติที่นำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ เพราะนอกจากการกู้เงินครั้งนี้จะไปสร้างภาระหนี้สินให้แก่ประเทศมากขึ้นแล้ว ประชาชนจะให้ความสำคัญและจะติดตามการใช้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ของภาครัฐเป็นพิเศษกว่าครั้งอื่นๆ เพราะต้องการความมั่นใจว่างบประมาณนี้จะช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากภัยน้ำท่วมในอนาคตได้จริง
การจัดลำดับความสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในเรื่องแรกหนีไม่พ้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเสียก่อน โดยเฉพาะการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทุกวันนี้ยังมีคนรอคอยความช่วยเหลืออยู่อีกจำนวนมาก ทั้งบ้านเรือนจมน้ำ อาหารน้ำดื่มขาดแคลน ยารักษาโรคไม่มี การคมนาคมถูกตัดขาด น้ำเน่าเสีย
เมื่อปัญหาน้ำท่วมบรรเทาลง เริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูทั้งในระดับท้องถิ่น เช่น การซ่อมแซมบ้านเรือน โรงเรียน วัดวาอาราม ถนนหนทาง เก็บขยะ จนถึงในระดับประเทศ เช่น การจัดกลไกบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พิจารณาขยายพื้นที่แก้มลิง ซ่อมแซมปรับปรุงระบบการเปิดปิดน้ำในเขื่อน แม่น้ำ ลำคลอง สร้างคลองระบายน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่กว่า ต้องใช้เวลา ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อให้ครอบคลุมปัญหาทั้งหมด
ในเวลานี้ เราได้เห็นโครงสร้างการทำงานของรัฐบาลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จากนี้ไปก็อยากจะเห็นแผนการใช้เงินกู้และวิธีการจัดหาเงินกู้อีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลต้องเตรียมคำตอบในหลายเรื่อง เช่น
1.ทำไมต้องใช้เงินมหาศาลถึง 1 ล้านล้านบาท
2.มีแผนและรายละเอียดในเรื่องการฟื้นฟูประเทศหรือยัง เป็นอย่างไร
3.จะไปหาเงินกู้มาจากที่ใด ด้วยวิธีและเงื่อนไขใด และจะคืนเงินกู้อย่างไร
4.ใครเป็นเจ้าภาพ มีอำนาจและศักยภาพเพียงพอในการเตรียมการและวางแผนการฟื้นฟูประเทศหรือไม่
5.โครงการต่างๆ จะช่วยให้ประชาชนและประเทศไทยดีขึ้นได้อย่างไร
6.เงินกู้จะกระทบฐานะการเงิน การคลังหรือไม่ และจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นอย่างไร
7.ผลที่คาดว่าจะได้รับ สามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอนาคตได้อีกหรือไม่ มีระบบและการบริหารจัดการที่น่าเชื่อถือขึ้นหรือไม่
8.ด้านการลงทุน จะทำให้ธุรกิจภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติมีความมั่นใจมากขึ้นหรือไม่
9.จะมีองค์กรใหม่หรือกระทรวงที่จะมารับผิดชอบเรื่องปัญหาน้ำท่วมโดยตรงหรือไม่
ผมคิดว่าการกู้เงินเพื่อนำไปฟื้นฟูประเทศครั้งนี้ ต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ปรับลดลงจากผลกระทบของวิกฤตการณ์น้ำท่วมในไทยอีก โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลดประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.6 จากร้อยละ 4.1 ส่วนสภาพัฒน์ ปรับลดเหลือเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น
นอกจากนั้น ภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การลงทุน การท่องเที่ยว ที่เป็นรายได้หลักของประเทศก็มีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในปี 2554 และ 2555 ไม่เป็นไปตามเป้าอีกด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
งบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐก็สมควรนำมาทบทวนกันใหม่ โดยจัดลำดับความสำคัญ ความจำเป็นเพื่อแก้วิกฤตการณ์น้ำท่วมก่อน โดยโครงการตามนโยบายของรัฐบาลบางโครงการอาจต้องทบทวนหรือยกเลิก โดยเฉพาะโครงการประชานิยม เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการอย่างเร่งด่วนในวันนี้ก็คือ นโยบายหรือโครงการที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากภาวะน้ำท่วม หรือโครงการที่สามารถฟื้นฟูชีวิตและธุรกิจของพวกเขาให้กลับมาเหมือนเดิมโดยเร็ว รวมทั้งโครงการที่สร้างหลักประกันว่าสามารถรองรับอุทกภัยได้ในอนาคต
ล่าสุด เมื่อรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมขึ้นมาอีก 2 คณะ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อช่วยบริหารและฟื้นฟูประเทศถือว่าเป็นเรื่องที่ดี จึงหวังว่าในไม่ช้านี้คนไทยจะได้เห็นแนวทางการทำงานของคณะกรรมการทั้งสองคณะนี้ ว่าจะมีวิธีการใดที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศให้คลายความวิตกกังวล มีแผนการอย่างไรจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อย่างเป็นระบบ เงินกู้จำนวนมากจะไม่เป็นปัญหาต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ และสามารถสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ ที่จะยืนยันการลงทุนในไทยอีกครั้ง
ฉะนั้น ทั้งเงินที่ตั้งใจจะกู้และทีมยุทธศาสตร์ที่ตั้งขึ้นมาแก้ปัญหาน้ำ จึงเป็นความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลนี้ว่าจะสามารถพลิกฟื้นวิกฤตน้ำท่วมในครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสได้







