
จ่ายน้ำท่วมอ่วมไม่คุ้มเบี้ยธุรกิจประกันเซ็งลี้หนีไทย
ภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 50 ปีของไทยครั้งนี้ อาจนับได้ว่าเป็นมหาภัยพิบัติธรรมชาติส่งท้ายปี 2554
ภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 50 ปีของไทยครั้งนี้ อาจนับได้ว่าเป็นมหาภัยพิบัติธรรมชาติส่งท้ายปี 2554
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 50 ปีของไทยครั้งนี้ อาจนับได้ว่าเป็นมหาภัยพิบัติธรรมชาติส่งท้ายปี 2554 ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจประกันภัยทั่วโลกครั้งใหญ่ ดังที่ อลิอันซ์ เพิ่งออกโรงเตือนไปหมาดๆ ว่าอุทกภัยครั้งนี้อาจสร้างความเสียหายในด้านการประกันภัยจากน้ำท่วมมากที่สุดในโลก ในรอบเกือบ 10 ปี
จึงไม่น่าแปลกใจที่ ซีซีอาร์ (Caisse Centrale de Reassurance SA) บริษัทรับประกันภัยต่อ (Reinsurer) รายใหญ่ของโลกจากฝรั่งเศส จะเป็นธุรกิจในแวดวงประกันรายแรกที่ประกาศ “ถอนตัวจากประเทศไทย” รวมถึงถอนตัวจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไปพร้อมกัน จากเหตุผลที่ทั้ง 3 ประเทศนี้ ประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งรุนแรงหลายครั้ง ในรอบหลายปีมานี้
ในแง่ของภาคธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเหล่านี้กำลังพยายามดิ้นหนีตายจากผลกระทบภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศดังกล่าว ซึ่งเบี้ยประกันที่ได้ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวนมหาศาล ซึ่งธุรกิจประกันภัยทั่วโลกต่างก็เผชิญภาวะรายได้หด กำไรหาย หรืออาจถึงขึ้นขาดทุนจากมหันตภัยธรรมชาติทั่วโลกครั้งรุนแรงในปีนี้
ทว่าสำหรับธุรกิจที่อยู่ในประเทศเสี่ยงภัยต่างๆ นั้น อาจตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งไปกว่า เพราะภัยธรรมชาติที่รุมเร้า รวมกับการไร้ประสิทธิภาพในการรับมือหรือแก้ปัญหาภัยธรรมชาติของรัฐบาลนั้น นอกจากจะทำให้ภาคธุรกิจต้องพึ่งตนเองกันมากขึ้นแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันแพงขึ้นตามไปด้วย
และประเทศไทยเองก็กำลังสุ่มเสี่ยงไม่น้อยที่อาจกลายเป็นประเทศเสี่ยงภัยไปด้วย ในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งที่น้ำท่วมเคยเป็นเพียงแค่ปัญหาที่คนไทยต้องเจอกันเป็นปกติในฤดูมรสุมกันอยู่แล้ว
เดอะ เนชัน รายงานว่าบริษัท ซีซีอาร์ ของรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งรับหน้าที่กระจายการเสี่ยงภัยต่อมาจากบริษัทประกันภัย (Insurer) และนับเป็นบริษัทประกันภัยต่อชั้นนำในกลุ่ม 25 บริษัทใหญ่ที่สุดทั่วโลก ได้ตัดสินใจที่จะไม่รับลูกค้ารายใหม่ๆ ในไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยเริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เพื่อลดความสูญเสียที่เป็นผลจากภัยธรรมชาติ โดยซีซีอาร์ ระบุว่าประเทศเหล่านี้ เผชิญความสูญเสียจากมหันตภัยทางธรรมชาติอย่างรุนแรงหลายครั้งตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
มหันตภัยธรรมชาติเริ่มจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในออสเตรเลีย ระหว่างปลายปี 2553 ถึงต้นปี 2554 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 35 คน บ้านเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนมาถึงเหตุแผ่นดินไหวในเมืองไครส์เชิร์ต นิวซีแลนด์ เมื่อเดือน ก.พ. 2554 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 191 คน ก่อนจะปิดท้ายกับภาวะน้ำท่วมใหญ่ในรอบกว่า 50 ปีของไทย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึงกว่า 600 คน นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งต้องจมบาดาล และโรงงานถึง 9,800 แห่งต้องหยุดการผลิตชั่วคราว
ก่อนหน้านี้ ซีซีอาร์ก็ได้เผชิญความสูญเสียใหญ่ครั้งแรกจากคลื่นสึนามิถล่มไทย และอีก 10 ประเทศรอบมหาสมุทรอินเดีย เมื่อปี 2004 ซึ่งต้องจ่ายค่าสินไหมชดเชยบรรดารีสอร์ตริมทะเลอันดามันไปเป็นจำนวนมหาศาล รวมถึงเหตุไฟป่าในออสเตรเลีย และแผ่นดินไหวหลายครั้งในนิวซีแลนด์เช่นกัน
การจ่ายค่าสินไหมวงเงินมหาศาลจากภัยธรรมชาติที่ไม่คุ้มค่าเบี้ยประกัน คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทรับประกันภัยต่อถอนตัวจาก 3 ชาติเอเชียแปซิฟิก และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นมากในปีนี้ ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบให้แวดวงประกันภัยทั่วโลก ต้องเจ็บตัวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี หรือในรอบร้อยปี อาทิ ลอยด์ส ออฟ ลอนดอน บริษัทประกันภัยรายใหญ่จากอังกฤษ ที่ขาดทุนครึ่งปีแรกไปแล้วถึง 697 ล้านปอนด์ (ราว 3 หมื่นล้านบาท) จากการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติทั่วโลกตั้งแต่แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น ไปจนถึงนิวซีแลนด์
ขณะที่เอออน เบนฟิลด์ บริษัทประกันรายใหญ่ของโลกอีกแห่ง ก็ได้คาดการณ์ว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากอุทกภัยในหลายประเทศเอเชียปีนี้ อาจสูงถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 2.1 แสนล้านบาท)
การถอนตัวจากไทยของซีซีอาร์ ยังนับเป็นเพียงสัญญาณน่ากังวลเบื้องต้น เพราะตามธรรมชาติของแวดวงธุรกิจนั้น มักจะมีผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้ามาทดแทนผู้เล่นหน้าเดิมที่ถอนตัวไปเสมอ
ทว่าที่น่าจับตาก็คือ ภาวะน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ ทั้งในการเตรียมพร้อมรับมือและการแก้ปัญหา จะถูกใช้เป็นข้ออ้างให้ไทยแลนด์ถูกยกระดับเป็นประเทศเสี่ยงภัยธรรมชาติเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่เสียงแผ่นดินไหวกับสึนามิ หรืออินโดนีเซีย ที่มีภูมิประเทศตั้งอยู่ในเขตวงแหวนแห่งไฟหรือไม่ ซึ่งการยกระดับนี้ยังหมายถึงการต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันที่แพงขึ้น และเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต่างชาติพิจารณาการลงทุนทำธุรกิจในไทย
มีเพียงการสร้างความเชื่อมั่นจากรัฐบาลไทยว่า จะสร้างกลไกรับมือไม่ให้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูมรสุมตามธรรมชาติ ซ้ำรอยกลายเป็นมหันตภัยน้ำท่วมใหญ่เหมือนในปีนี้เท่านั้น ที่จะช่วยกู้ชื่อประเทศไทย และรั้งธุรกิจต่างชาติเอาไว้
หาไม่อย่างนั้น อาจคงต้องเตรียมรับมือการโบกธงลาของทัพนักลงทุน







