
จีนกับสหรัฐอเมริกา
ว่ากันว่าเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกในศตวรรษที่ 21 ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน
ว่ากันว่าเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกในศตวรรษที่ 21 ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
และเอเชียแปซิฟิกจะเป็นสมรภูมิสำคัญของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง การแข่งขันระหว่างเจ้ามหาอำนาจเดิมกับมหาอำนาจใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว (ใครคือมหาอำนาจเดิมและใครคือมหาอำนาจใหม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองสั้นยาวทางประวัติศาสตร์ของผู้ดู) แต่เวลาแห่งการตัดสินยังมาไม่ถึง ผลลัพธ์และผลกระทบของการแข่งขันจึงมีโอกาสเป็นไปได้หลายทาง
พวกที่เชื่อในแนวคิดการขึ้นต่อกันและกันทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเห็นว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนจะไม่ลงเอยด้วยการเป็นปฏิปักษ์ศัตรูคุกคามกันอย่างโจ่งแจ้งเหมือนที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่าระบบเศรษฐกิจของสหรัฐกับของสหภาพโซเวียตมีการติดต่อสัมพันธ์กันและขึ้นต่อกันหรือพึ่งพากันน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ด้านการค้า การผลิต และการลงทุนระหว่างสหรัฐกับจีนในปัจจุบัน
นอกจากนั้น ความเป็นจริงที่ว่าท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะที่แก้ไม่ตก ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกขณะนี้ยังต้องพึ่งพาจีนเป็นกำลังสำคัญในการรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการสะสมทุนต่อไป
แต่พวกที่เชื่อในทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านอำนาจเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่ระบบระหว่างประเทศมีมหาอำนาจใหม่ทะยานขึ้นมา ย่อมก่อให้เกิดการท้าทายเจ้ามหาอำนาจเดิม รวมทั้งการที่มหาอำนาจใหม่จะไม่เดินตามรอยและหาทางเปลี่ยนแปลงระเบียบเดิมที่เจ้ามหาอำนาจได้วางไว้ ระยะแห่งการเปลี่ยนผ่านดุลแห่งอำนาจเช่นนี้ ในที่สุดมักตามมาด้วยความขัดแย้งและตัดสินด้วยสงคราม
ตามนัยทฤษฎีข้างต้น คำถามที่ใคร่รู้กันมากจึงได้แก่การแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนจะลงเอยเช่นเดียวกับการแข่งขันระหว่างอังกฤษกับเยอรมนีทั้งในสมัยหลังบิสมาร์กและฮิตเลอร์หรือไม่
ในตอนต้นทศวรรษ 2000 ผู้สังเกตการณ์การต่างประเทศของจีนส่วนใหญ่เชื่อว่า มีความเป็นไปได้น้อยที่การเปลี่ยนแปลงดุลแห่งอำนาจจากการทะยานขึ้นมาของจีนจะนำไปสู่ความขัดแย้งตึงเครียดและสงครามระหว่างจีนกับสหรัฐ
ผู้สันทัดกรณีเหล่านี้ชี้ว่า ในด้านสหรัฐมองภัยคุกคามไปที่การก่อการร้ายระหว่างประเทศ และรัฐล้มเหลวที่เป็นแหล่งพักพิงของกลุ่มก่อการร้าย ในขณะที่ระบบระหว่างประเทศขั้วอำนาจเดียวที่มีสหรัฐเป็นเอกมหาอำนาจ ทำให้จีนเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “การทะยานขึ้นอย่างสันติ” นอกจากนั้น อำนาจทางการทหารของจีนยังไม่สามารถท้าทายและคุกคามความมั่นคงของสหรัฐได้แต่อย่างใด ในขณะที่สหรัฐเองก็ดูเหมือนยอมรับที่จะไม่แทรกแซงในเรื่องที่จีนเห็นว่าเป็นผลประโยชน์แห่งชาติสำคัญที่ไม่อาจประนีประนอมได้ เช่น เรื่องทิเบตและการเป็นเอกราชของไต้หวัน
อย่างไรก็ดี ในระยะหลังผู้สังเกตการณ์จีนที่คาดการณ์ไปในแง่ร้ายเริ่มเสียงดังขึ้น ฝ่ายหลังนี้ชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การทะยานขึ้นอย่างสันติของจีนนั้น เป็นยุทธศาสตร์ที่จีนเลือกใช้ในช่วงที่จีนกำลังทะยานขึ้นมา เพราะต้องการลดปัจจัยที่จะสร้างความหวาดระแวงและรักษาสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เอื้อต่อการขยายอิทธิพลของจีนออกไปโดยมีแรงเสียดทานน้อยที่สุด
แต่เมื่อจีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเต็มตัวแล้ว จีนก็จะทำอย่างที่มหาอำนาจทั้งหลายทำ นั่นคือการขยายเป้าหมายความต้องการของตนออกไปตามสถานะอำนาจที่เพิ่มสูงขึ้น และพร้อมที่จะใช้อำนาจปกป้องผลประโยชน์ของตนอย่างแข็งขันตามเงื่อนไขที่ตนเป็นคนกำหนด
เพราะตรรกะที่กลายเป็นกับดักของอำนาจมีอยู่ว่า ยิ่งครอบครองอำนาจมากขึ้นเพียงใด ก็จะยิ่งปรารถนาในผลประโยชน์และทวีความต้องการของตนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น การใช้อำนาจของจีนก็จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศพันธมิตรและผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และความขัดแย้งแบบเป็นปฏิปักษ์จะเริ่มขึ้นจากจุดนี้เป็นต้นไป
ตรรกะแบบนี้ อาจเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐ ผ่านแนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ท่าทีและพฤติกรรมการแสดงออกของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเทศเพื่อนบ้านคือสิ่งที่จะตัดสินว่า ในที่สุดแล้วประเทศที่เคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่และมีแบบแผนความสัมพันธ์ทางการทูตที่วางตนเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ก็เคยผ่านประสบการณ์อันขมขื่นเจ็บปวดของการตกเป็นฝ่ายถูกกระทำจากผู้มีอำนาจเหนือกว่านานนับศตวรรษ จะพิจารณากับดักอำนาจข้างต้นนี้อย่างไร เมื่อมีโอกาสได้กลับคืนสู่สถานะความเป็นมหาอำนาจอีกครั้งหนึ่ง
(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2555 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ. ตุลาคม 2554-กันยายน 2555)







