
ซักฟอก ประชา เกมกระทบชิ่ง ยิ่งลักษณ์?
การจัดทัพวางตัว 10 ขุนพลลงศึกซักฟอก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม
การจัดทัพวางตัว 10 ขุนพลลงศึกซักฟอก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การจัดทัพวางตัว 10 ขุนพลลงศึกซักฟอก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ของประชาธิปัตย์ เที่ยวนี้
ถูกจับจ้องไปที่ 3 ประเด็นใหญ่ อย่างเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดที่ทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายรุนแรงแล้ว การแต่งตั้ง สส.เป็นกรรมการบริหารจัดการถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งประเด็นสำคัญอย่างเรื่องความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภค ที่ประชาธิปัตย์เปิดประเด็นอัดรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่า “เป้าหมาย” การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ทำงานมาได้เพียงแค่ 4 เดือนนั้น ไม่ได้หวังผลถึงขั้นทำให้เสียงข้างมากจากพรรครัฐบาลหันมาโหวตไม่ไว้วางใจ
แม้เวลานี้ พล.ต.อ.ประชา จะถูกโดดเดี่ยวลอยแพจากรัฐบาลที่พร้อมจะตัดตอนปัญหา สังเวยความรับผิดชอบทั้งหมด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเอาไว้
แต่ว่ากันว่าปมปัญหาเรื่องปลากระป๋องเน่า ที่ยังตามมาหลอกหลอนประชาธิปัตย์ไม่หยุดหย่อน ทำให้ประชาธิปัตย์ใช้จังหวะนี้เร่งขยายแผล “ถุงยังชีพ” ให้กลายเป็น “ถุงปลิดชีพ”
นอกจากจะมีหลักฐานคาหนังคาเขามัดแน่นจนดิ้นไม่หลุดแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นการเอาคืนเรื่องปลากระป๋องเน่า ที่ฉุดภาพลักษณ์ความโปร่งใสของรัฐบาลประชาธิปัตย์สมัยนั้นให้มัวหมอง
ที่สำคัญท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมที่มูลค่าความเสียหายพุ่งสูงหลายแสนล้านบาท ชาวบ้านหลายพื้นที่ย้งต้องทนทุกข์กับสภาพน้ำท่วมขังที่นานกว่า 2 เดือนจนเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น
ลำพังแค่ความ “ล่าช้า” และ “ไม่ทั่วถึง” ก็ทำให้ชาวบ้านอิดหนาระอาใจกับรัฐบาลและการทำงานของ ศปภ.อยู่แล้ว การเพิ่มชนวนเรื่อง “ทุจริต” เข้ามาอีกยิ่งซ้ำเติมความรู้สึก เพิ่มความทุกข์ ความแค้น ความเจ็บปวด ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น
ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์พยายามขยายประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การชำแหละของในถุงยังชีพที่ถูกวิจารณ์ว่าราคาสูงเกินจริงมาก มาจนถึงของใหญ่อย่างเรือไฟเบอร์กลาส ที่ครั้งแรกซื้อ 30 ลำ ลำละ 2.5 แสนบาท ทั้งที่ราคาปกติอยู่เพียงแค่ 9 หมื่นบาท แม้จะปรับลดราคาจัดซื้อในครั้งที่สอง เหลือลำละ 1.98 แสนบาท แต่ก็เปราะบางแตกง่าย
จากการตรวจสอบพบความผิดปกติของการจัดซื้อสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่ถุงยังชีพ เรือ ส้วมกระดาษที่ถูกสั่งซื้อจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด พูนเจริญพานิช และบริษัท เติมคอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่เดียวกัน
การอภิปรายฯ เที่ยวนี้ วิลาศ จันทร์พิทักษ์สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเกาะติดเรื่องการจัดซื้อสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อเนื่อง ยังมีข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดเผยเตรียมนำมาชำแหละในเวทีซักฟอกรอบนี้
จุดอ่อนสำคัญของ พล.ต.อ.ประชา คือการชี้แจงทำความเข้าใจในเวทีสภา จึงทำให้ตกที่นั่งลำบากมากยิ่งขึ้น แม้ที่ผ่านจะได้แต่ยืนยันเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ซื้อของ พร้อมโยนว่าไม่มีอำนาจใช้เงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
แต่จากการชี้แจงของ จำเริญ ยุติธรรมสกุล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการถุงยังชีพและเครื่องอุปโภค บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้ยืนยันกับคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ว่าการจัดการเรื่องถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคเป็นภาระหนึ่งของ ศปภ.
ในส่วนประเด็นการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดจนทำให้ต่อมามีประชาชนและกลุ่มประชาชนในหลายพื้นที่เริ่มจะยื่นฟ้องร้องเรียกความเสียหายจากรัฐบาล ยังเป็นประเด็นที่ “ประชาธิปัตย์” ดูจะไม่อาจปล่อยผ่านได้
ยิ่งในฐานะ ผู้อำนวยการ ศปภ. ที่เป็นศูนย์กลางการแก้ปัญหาน้ำท่วมเที่ยวนี้ ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ที่สำคัญการอภิปรายการทำงาน ศปภ. ยังกระทบชิ่งต่อไปถึง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบสูงสุดในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร
สำหรับปมใหญ่อย่างการลงนามแต่งตั้ง สส.พรรคเพื่อไทย หลายคนให้มาเป็นกรรมการบริหารจัดการถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่มีหลักฐานการเซ็นแต่งตั้งมัดแน่น เข้าข่ายความผิดฐานก้าวก่ายแทรกแซงการอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 และมาตรา 266
ทว่าประเด็นนี้จะดูแผ่วลงไปเมื่อ “เพื่อไทย” ได้ย้อนกลับว่าสมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นมีคำสั่งแต่งตั้ง 19 สส.พรรคประชาธิปัตย์ ไปช่วยงานกระทรวงวัฒนธรรม และเพื่อไทยได้ยื่นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบเรื่องนี้เช่นกัน
สุดท้าย กกต.ได้ยกคำร้องด้วยเหตุผลว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า สส.เหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายหรือไม่
ไล่ดูตัวบุคคลที่จะอภิปรายฯ เที่ยวนี้ เปิดด้วย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วย “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ที่จะขมวดปมสรุปการอภิปรายฯ ตามรูปที่เคยปฏิบัติมา ขณะที่ สส.ที่จะอภิปรายเที่ยวนี้คร่าวๆ ได้วางตัว “วิลาศ” ไว้ชำแหละปมปัญหาการทุจริตการจัดซื้อต่อเนื่อง
อีกด้านหนึ่งยังดึง “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่เคยรับหน้าที่ประธานคณะกรรมการอำนวยการ กำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ในรัฐบาลที่แล้ว ที่จะรู้ระบบระเบียบการทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่จะมาชำแหละความล้มเหลวการบริหารจัดการของ ศปภ.
รวมไปถึง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่จะได้ใช้ประสบการณ์ในอดีตมาอภิปรายถึงการแก้ปัญหาบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กทม.และพื้นที่โดยรอบใกล้เคียง
สุดท้ายแม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ ประชาธิปัตย์จะไม่สามารถหา “หมัดน็อก” จังๆ ได้ แต่ก็เป็นโอกาสนวดรัฐบาลที่กระทบชิ่งไปถึง “ยิ่งลักษณ์” ที่จะทำให้เก้าอี้นายกฯ หญิงสั่นคลอนไปเรื่อยๆ







