posttoday
ส่องข้อกฏหมายยึดทรัพย์แม้ว

ส่องข้อกฏหมายยึดทรัพย์แม้ว

24 กุมภาพันธ์ 2553

แนวทางการวินิจฉัยของศาลในการตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามหลักการตัดสินคดีนั้นศาลจะพิจารณาการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณว่าผิดตามข้อกฎหมายหรือไม่

คดีนี้อัยการกล่าวโทษแบ่งเป็นสองส่วน

ข้อเท็จจริงส่วนที่หนึ่ง... พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์อำพรางการถือหุ้นชินคอร์ป 48% โดยอ้างว่าโอนให้บุตรชาย บุตรสาว และเครือญาติ ก่อนเข้าเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544 ทำการปกปิดหุ้นเอสซีแอสเสท และหุ้นบริษัทในเครืออีก 5 แห่ง โดยโอนขายให้บริษัท วินมาร์ค ซึ่งเป็นนอมินี เพราะมีหลักฐานว่าเงิน 1,500 ล้านบาท ที่วินมาร์คใช้ซื้อหุ้นโอนจากบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานที่เปิดไว้ในสิงคโปร์ ภายหลังวินมาร์คเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็นบลูไดมอนด์ ซึ่งมีซินาตร้า ทรัสต์ ซึ่งเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวถือหุ้น 100% และรับประโยชน์ ต่อมาวินมาร์คขายหุ้นให้กองทุนวีไอเอฟ โอจีเอฟ และโอดีเอฟ ผลักดันหุ้นเอสซีฯ เข้าตลาดหลักทรัพย์และเทขายจากตลาดจนหมด

ส่วนหุ้นชินคอร์ป พ.ต.ท.ทักษิณก่อตั้ง“แอมเพิลริช” เพื่อโอนหุ้นมาพักไว้ และเปิดบัญชีบริษัทในนาม Dr.T Shinawatra ผู้มีอำนาจถอนเงิน ต่อมาปี 2543 ก่อนเล่นการเมืองอ้างว่าโอนหุ้นในแอมเพิลริชให้ พานทองแท้ ชินวัตร แต่ไม่รายงานตลาดหลักทรัพย์ จนเข้าปี 2549 เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วคุณหญิงพจมานถึงค่อยรายงานต่อ ก.ล.ต. ทำให้ไม่น่าเชื่อถือว่าพานทองแท้เป็นเจ้าของ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณครอบงำอำพรางการถือหุ้นชินคอร์ปโดยให้แอมเพิลริชถือไว้แทนระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี

หลักกฎหมาย... พฤติกรรมดังกล่าวอัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องว่าเป็นความผิดต่อรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 110, 208, 209, 291, 292 และกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 32, 33, 100 เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีปกปิดอำพราง คงถือหุ้นชินคอร์ปซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคมจากรัฐ และผิดต่อกฎหมายหุ้นส่วนและหุ้นส่วนของรัฐมนตรีมาตรา 4, 5, 6 ที่ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นบริษัทเกิน 5%

ศาลมีหน้าที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมการปกปิดหุ้นชินคอร์ป และบริษัทในเครือของ พ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นการกระทำต้องห้ามอันเป็นความผิดต่อข้อกฎหมายเหล่านี้หรือไม่ !!

ข้อเท็จจริงส่วนที่สอง... พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์มีทรัพย์สินซึ่งได้มาในลักษณะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวม โดยเป็นการได้ทรัพย์สินมาอย่างไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 ที่ห้ามนายกรัฐมนตรีเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานที่ตนมีอำนาจบังคับบัญชาหรือกำกับดูแล เพราะนายกรัฐมนตรีสั่งการหน่วยงานนั้นเหล่านั้นให้เอื้อประโยชน์แก่ตนและธุรกิจเครือชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของแต่อำพรางปกปิดความเป็นเจ้าของที่แท้จริงด้วยการให้บุคคลในครอบครัว และบริษัทนอมินีถือแทน

ประกอบด้วยการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีควบคุมกำกับคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนดแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ควบคุมกระทรวงไอซีทีและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท) ลดค่าสัมปทานมือถือให้เอไอเอส ควบคุมกระทรวงไอซีที ทศท และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท) แก้สัญญาสัมปทานเปิดการโรมมิง ควบคุมกระทรวงคมนาคมให้ชินแซทเทลไลท์ส่งดาวเทียมไอพีสตาร์แทนที่จะส่งดาวเทียมไทยคม 4 ตามสัญญา และควบคุมกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีให้พม่ากู้เงิน 4,000 ล้านบาท โดยมียอดเงิน 1,000 ล้านบาทที่พม่าใช้ซื้อสินค้าชินแซทฯ

หลักกฎหมาย... พฤติกรรมการใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีเอื้อให้ธุรกิจเครือชินคอร์ปได้ประโยชน์ ประเด็นนี้ ศาลจะต้องดูข้อเท็จจริงเหล่านั้นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อ “รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.” หรือไม่ เพราะลักษณะของ “การได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิสมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่” นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 275 และกฎหมาย ป.ป.ช. กำหนดให้เป็นลักษณะของ “การร่ำรวยผิดปกติ” ที่กฎหมายกำหนดให้ ป.ป.ช. และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีหน้าที่ไต่สวน และบทลงโทษคือ ส่งให้ศาลฎีกาฯ “ยึดทรัพย์” โดย อสส. ก็ชี้ให้ศาลเห็นว่า 5 มาตรการที่ พ.ต.ท.ทักษิณกำกับดูแลควบคุมให้เกิดการเอื้อประโยชน์จนทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติสูงรวม 7.6 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกันศาลก็มีหน้าที่ชั่งน้ำหนัก “พยานหลักฐาน” ที่เป็นข้อต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เสนอต่อศาลว่านโยบาย 5 มาตรการไม่ได้ให้ประโยชน์โดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี หรือผู้ถือหุ้นชินคอร์ป และ อสส. พิสูจน์ไม่ได้ว่าขณะเป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้อำนาจหน้าที่สั่งการหน่วยงานรัฐเอื้อประโยชน์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท