
อีกด้านของเหรียญ
...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ใครเห็นผลสำรวจของ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น (The Japan Bank for International Cooperation : JBIC) หรือเจบิก เรื่องความน่าสนใจลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศต่างๆ อาจใจชื้นขึ้นมา
เพราะญี่ปุ่นยังมองไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับ 4 เมื่อเทียบกับชาติอื่น โดยขยับขึ้นมาจากการสำรวจครั้งก่อนที่เราอยู่อันดับ 5
มองเผินๆ ต้องบอกว่า โอเค
ทว่าถ้ามองดีๆ อาจเห็นมุมที่แตกต่าง
อย่างแรกสุด เราแพ้เวียดนามราบคาบเป็นปีที่ 2 ติดกัน
นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสำคัญ จีน อินเดีย เป็นอันดับต้น และเวียดนาม รักษาฐานที่ 3 อย่างเหนียวแน่น สองปีติดๆ กัน
ใครจะคิดอย่างไร ว่าอย่างไร ก็ตามที หากเรายังคงเป็นเช่นนี้ เวียดนามจะแซงไปอย่างไม่เห็นฝุ่น
เหมือนครั้งหนึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน สมัย รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาเลเซียล้าหลังไทย ขนาดต้องส่งเจ้าหน้าที่มาดูงานในไทย ทั้งด้านท่องเที่ยว การส่งเสริมการลงทุน
แต่วันนี้ มาเลเซีย วิ่งแซงไปข้างหน้า หลายช่วงตึก
ขณะที่เราถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมีคู่แข่งใหม่เป็นเวียดนาม
นอกจากนั้นผลสำรวจครั้งล่าสุด การที่เราขยับจากประเทศน่าลงทุนจากอันดับ 5 มาอยู่อันดับ 4 แซงรัสเซียขึ้นมา มองเผินๆ เหมือนน่ายินดีปรีดาอีก
แต่หากมองเนื้อในให้ดี การที่แซงรัสเซีย ได้ไม่ใช่เป็นเพราะเรามีเสน่ห์เย้ายวนขึ้น
ทั้งหมดเกิดจากนักลงทุน ลดความสนใจทั้งไทยและรัสเซีย แต่ทว่าลดความสนใจในรัสเซียมากกว่า จึงทำให้เราแซงขึ้นมาได้
หรือพูดง่ายๆ เสน่ห์ของแต่ละประเทศลดลงทั้งคู่ แต่คนอื่นแย่กว่า เราเลยดูเหมือนจะดี
มันน่าดีใจหรือเปล่าล่ะ
นอกจากนั้นผลสำรวจดังกล่าวเริ่มทำขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2552 จึงยังไม่ได้รวมปัจจัยใหม่ๆ เข้าไป
นั่นคือปัญหามาบตาพุด และการเมืองในประเทศ
นี่แหละ หวยถึงได้ออกมาอย่างนี้
น่าปิดถนนฉลองกันสักตั้งหรือเปล่าหนอ !!!







