
น้ำท่วมทั่วถึงหลายโรงพักสำลักน้ำ
สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเล่นงานเมืองหลวงอยู่ในขณะนี้ บ้านเรือนชาวบ้าน สถานที่ราชการ
สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเล่นงานเมืองหลวงอยู่ในขณะนี้ บ้านเรือนชาวบ้าน สถานที่ราชการ
โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ
สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเล่นงานเมืองหลวงอยู่ในขณะนี้ บ้านเรือนชาวบ้าน สถานที่ราชการ ที่ขนของหนีน้ำไม่ทัน ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่โรงพักซึ่งเป็นสถานที่ทำงาน ทำคดี กักขังผู้ต้องหา รับแจ้งความ เอกสารส่วนบุคคล และเอกสารทางราชการได้รับความเสียหายหนัก
สถานีตำรวจนครบาล 44 แห่ง จากทั้งหมด 88 สถานี ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ในจำนวนนี้มีอยู่ 13 สน. ที่น้ำเข้าท่วมสถานี แต่ยังคงเปิดให้บริการ คือ สน.บางยี่ขัน สน.ตลิ่งชัน สน.ธรรมศาลา สน.ศาลาแดง สน.บวรมงคล สน.ท่าพระ สน.บางเสาธง สน.หลักสอง สน.สายไหม สน.ทุ่งสองห้อง สน.ดอนเมือง สน.บางเขน และสน.หนองแขม
แต่ที่น่ากังวลและค่อนข้างลำบากคือ มีสถานที่ตำรวจอีก 7 แห่งที่ถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถเปิดทำงานและปฏิบัติหน้าที่ได้ ถึงกับต้องย้ายกำลังพลและงานทุกอย่างออกจากพื้นที่ คือ 1.กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ต้องย้ายไปทำงานกันที่ สน.สุทธิสาร 2.กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 ต้องย้ายไปโรงพยาบาลศิริราช
3.สน.หนองค้างพลู ต้องย้ายไปตู้ยามปากซอยเพชร 110 4.สน.นิมิตรใหม่ ต้องย้ายไปอยู่ตู้ยามหน้าหมู่บ้าน KC ถนนนิมิตรใหม่ 5.สน.บางพลัด ที่ถูกน้ำท่วมเต็มพื้นที่ ต้องย้ายไปอยู่ตู้ยามแยกบางพลัด 6.สน.คู่ขนานลอยฟ้า ย้ายไปสมาคมสันนิบาตรเทศบาลฯ บริเวณถนนบรมราชชนนีฝั่งขาเข้า และ 7.สน.วิภาวดี ต้องย้ายไปอยู่ตู้ยามแยกสุทธิสาร
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า ถึงแม้แต่ละสถานีตำรวจไม่ว่าจะเป็นในนครบาล หรือสถานีตำรวจภูธร ที่จำเป็นต้องย้ายสถานที่ปฏิบัติงาน แต่งานทุกอย่างก็ยังไม่หยุด ยังคงเดินหน้าทำตามปกติ เพียงแต่สถานที่อาจจะไม่ได้รับความสะดวก แต่การทำคดี การสอบสวนคดีความต่างๆ หรือการจัดสายตรวจลงพื้นที่ยังคงดำเนินการอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ที่มีสภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ตำรวจก็ไม่ได้หยุดทำงาน ยังคงแบ่งงานแบ่งภารกิจออกไปทำงานเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม
“การย้ายสถานีตำรวจคงไม่เอากำลังพลมาทั้งหมดแน่นอน เพราะจะทำให้งานแออัดและไม่สะดวกต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพียงแต่ว่าตำรวจนายใดเป็นเวรทำงานก็เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่ได้เป็นเวรก็ต้องออกไปดูแลประชาชนจัดสายตรวจต่างๆ เข้าไปในพื้นที่” พล.ต.ต.ปิยะ ชี้แจง
ส่วนตำรวจที่ถูกน้ำท่วมอย่างเช่นที่ สน.บางพลัด บริเวณแฟลตตำรวจที่เคยเป็นที่พักใช้หลับนอนพักผ่อนจากการทำงานก็ต้องถูกท่วม ถูกตัดขาดทั้งระบบไฟและไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ตำรวจหลายนายก็ต้องอพยพออกมากินอยู่หลับนอนกันภายนอก บ้างก็อยู่ภายในศูนย์ของ ศภจ.ตร.ส่วนหน้า ที่ตั้งไว้ในแต่ละท้องที่ เพราะไปไหนไกลก็ไม่ได้ ต้องคอยปฏิบัติหน้าที่เป็นเวรสายตรวจอยู่เสมอ
พ.ต.อ.พุฒิพงศ์ ภู่เพียนเลิศ ผกก.สน.บางพลัด เล่าให้ฟังถึงชีวิตความเป็นอยู่ภายหลัง สน.ถูกน้ำเข้ายึดสถานที่ทำงานว่า ตำรวจส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในแฟลตตำรวจชั้นล่างก็ต้องย้ายมาอยู่ที่โรงพักบริเวณชั้นสอง เพราะชั้นหนึ่งอยู่กันไม่ได้แล้ว น้ำท่วมสูงถึงระดับอก
ส่วนตำรวจอีกจำนวนหนึ่งก็ย้ายมากินนอนที่แยกบางพลัดซึ่งเปิดเป็น สน.ชั่วคราวที่ต้องย้ายมา และยังมีบางส่วนที่มีบ้านพักอาศัยอยู่รอบนอก แต่กลับไปก็ไม่ได้เพราะน้ำท่วม เช่น ที่บางกรวย บางใหญ่ เป็นต้น ไปมาก็ลำบาก จึงต้องมาอยู่รวมกันที่นี่ แต่บางส่วนผมก็ไปเปิดโรงแรมให้นอนพักผ่อนกันเป็นการชั่วคราว
“ตำรวจที่ออกเวรก็จับกลุ่มทำข้าวปลาอาหาร หรือบางครั้งก็ได้รับอาหารจากทาง บช.น. หรือสถานที่ราชการเอกชนต่างๆ ที่มาเปิดโรงครัวเพื่อให้เจ้าหน้าที่และประชาชนใกล้เคียงที่ลำบากเหมือนกันได้กินข้าวกินปลา พอจะมีแรงสู้กับน้ำและปัญหาอาชญากรรมที่ต้องเฝ้าระวังให้กับประชาชน”
“ถามว่าสู้มั้ย ตำรวจก็ต้องสู้อยู่แล้ว แต่มีบ้างที่หลายนายก็เริ่มท้อ เพราะบางพลัดน้ำก็ท่วมหนักเอาการ แต่โดยรวมกำลังใจยังดีอยู่ อย่างไรก็ต้องทำงานเพื่อประชาชนให้เต็มที่ ตัวตำรวจเองเป็นอยู่อย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง” ผกก.สน.บางพลัด ทำใจดีสู้น้องน้ำ
ถึงโรงพักจะต้องปิดทำการไปชั่วคราวเพราะถูกน้ำท่วม แต่ภารกิจของตำรวจจะหยุดไม่ได้ ตราบใดที่ประชาชนยังลำบาก ตำรวจก็ต้องลำบากมากกว่า เพราะตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์







