
ยึดวอลสตรีต
นํ้าท่วมทำให้คนไทยตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก
นํ้าท่วมทำให้คนไทยตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก
โดย..อรุณ จิรชวาลา
โดยปกติเราจะไม่เคยพลาดเรื่องที่ต่างประเทศนิยมทำและเป็นข่าวทั่วโลก แม้แต่เรื่องที่ไม่ใคร่จะมีสาระอย่างแพลงกิงเมื่อหลายเดือนก่อนก็เลียนแบบกันอยู่พักใหญ่
ครั้งนี้เป็นเรื่องที่มีสาระกว่ากันมาก โดยเริ่มต้นมากว่า 2 เดือนแล้ว เมื่อคนอเมริกันนับพันเริ่มปฏิบัติการที่เรียกว่ายึดครองวอลสตรีต (Occupy Wall Street) และความเคลื่อนไหวนี้ขยายวงกว้างออกไป จนมีชุมชนเข้าร่วมกว่า 2,500 ชุมชน ในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก
ถึงวันนี้การยึดครองวอลสตรีตและอีกหลายๆ เมืองก็ยังดำเนินการอยู่ต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้ประสานงานยืนกรานว่าจะไม่มีการเลิกรา จนกว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมจะได้รับการตอบสนอง
สิ่งที่เรียกร้องคือความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยประเด็นที่พูดถึงมากที่สุดคือ อัตราว่างงานที่ยังสูง การตัดลดงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐ การปล่อยให้กลุ่มทุนมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐ การอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหาทั้งๆ ที่สถาบันเหล่านั้นเป็นต้นเหตุแห่งปัญหา ตลอดจนการไม่สามารถจับตัวอาชญากรเศรษฐกิจมาลงโทษ
สโลแกนหรือคำขวัญของผู้ชุมนุม คือ “เราเป็นพวก 99%” ซึ่งสื่อความหมายต่อต้านอภิสิทธิ์ชนในสังคมที่มีอยู่เพียงหยิบมือเดียว แต่ครอบครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล
ผลการสำรวจไม่นานมานี้พบว่า 1% แรกของคนอเมริกันเป็นเจ้าของความมั่งคั่งสุทธิถึง 34.6% ในขณะที่ 80% สุดท้ายเป็นเจ้าของเพียง 14.9% และถ้าหักมูลค่าของที่อยู่อาศัยออก ความแตกต่างจะยิ่งสูง คือ 1% แรกจะมีมากถึง 42.7% ในขณะที่ของ 80% สุดท้ายจะเหลือเพียง 7%
และที่ยิ่งน่าคับแค้นใจคือ สถิติบอกว่ายิ่งนับวันช่องว่างยิ่งถ่างออก ช่วงเศรษฐกิจขยายตัว รายได้และความมั่งคั่งของคนรวยเพิ่มเร็วกว่าของคนจน ในขณะที่ในช่วงเศรษฐกิจหดตัว คนรวยกลับสูญเสียในสัดส่วนที่น้อยกว่า หรือพูดง่ายๆ คนรวยได้เปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง
กล่าวกันว่า แรงบันดาลใจให้เกิดการชุมนุมมาจากการออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของชาวอียิปต์ในช่วงต้นปี และการชุมนุมประท้วงปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงานของชาวสเปนในเดือน พ.ค.
ที่เขามองย้อนกลับไปไม่ถึง คือ การชุมนุมของเสื้อเหลืองเสื้อแดงในบ้านเราที่อาจเป็นต้นแบบของการชุมนุมในตะวันออกกลางอีกต่อหนึ่ง
สำหรับวิธีประท้วง เขาก็ไม่ยอมเลียนแบบวิธีของเรา แต่เขาประท้วงแบบสันติและอยู่ในกรอบของกฎหมาย เช่น ไม่บุกรุกที่สาธารณะหรือที่ส่วนบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต เขาไม่มีใบอนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง เขาก็ใช้วิธีให้หลายๆ คนตะโกนประโยคสำคัญพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ เขายังพยายามให้มีบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย คือไม่มีแกนนำ มีแต่ผู้ประสานงานคอยช่วยจัดคิวคนพูด สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเป็นแบบ “ก้าวหน้า” คือจัดให้กลุ่มคนด้อยโอกาสในสังคมอยู่หัวคิว เช่น คนผิวสีกับผู้หญิง ในขณะที่กลุ่มชายผิวขาวจะถูกจัดให้อยู่ท้ายคิว เป็นต้น
จำนวนผู้ร่วมชุมนุมมีไม่มากนัก กลางวันจะมีเพียงหลักพันหรือน้อยกว่า ส่วนกลางคืนจะเหลือเพียงหลักร้อยต้นๆ นานๆ ครั้ง ในโอกาสสำคัญที่จะระดมได้ถึงหลักหมื่น แต่มีการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางเพื่อสร้างและรักษากระแส ตลอดจนเพื่อการนัดหมายและติดต่อประสานงานกับผู้ชุมนุมในเมืองอื่นและประเทศอื่น
ในช่วงต้น ประชาชนทั่วไปไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก สื่อมวลชนก็ไม่ใคร่ให้ราคา บางฉบับไม่มีการเสนอข่าวเรื่องนี้อยู่หลายวัน ต่างเชื่อกันว่าเป็นการแสดงความหงุดหงิดของพวกตกงานและพวกสังคมนิยมย้อนยุคไม่กี่คน โวยวายได้ไม่กี่วันก็คงเลิกราไปเอง
แต่ผิดคาด เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป กลับได้รับการตอบสนองจากทั่วโลก แม้ว่าในแต่ละเมืองจะมีคนร่วมอุดมการณ์ไม่มาก แต่เมื่อรวมกันก็มีพลังมากพอที่จะจุดประกายความสนใจของสังคม รวมทั้งเป็นกำลังใจให้หัวขบวนในนิวยอร์กเกิดความมุ่งมั่นที่จะชุมนุมยืดเยื้อต่อไป
การยึดครองวอลสตรีตมีโอกาสจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ผมขอให้ข้อสังเกต ดังนี้
หนึ่ง โพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ทำโดยหลายสำนัก แม้ผลจะออกมาแตกต่างกัน แต่โดยเฉลี่ยเห็นด้วยมากกว่าไม่เห็นด้วยเล็กน้อย และที่สำคัญคือ คนส่วนใหญ่บอกว่าเข้าใจความรู้สึกของผู้ชุมนุม
อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้สื่อในสหรัฐหันมาเสนอข่าวเรื่องนี้มากขึ้น และนักการเมืองฉวยโอกาสออกมาเกาะกระแส มีน้อยคนที่กล้ากล่าวประณามการชุมนุม
สอง การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย และจุดกระแสติดง่าย แต่โอกาสที่จะได้คนมาร่วมเป็นร่วมตายเป็นจำนวนมากเป็นเรื่องยาก เพราะสังคมตะวันตกในปัจจุบันมีความโน้มเอียงไปทางระบบทุนนิยมมากกว่า
ประเด็นนี้อาจมีข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างสังคมที่พัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาอย่างเรา ซึ่งกลุ่มที่ปรารถนาจะยึดครองอำนาจรัฐมักจะต้องแข่งกันเสนอนโยบายสังคมนิยมหรือประชานิยม
สาม ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมไม่ใคร่จะเป็นรูปธรรม เมื่อถามว่าจะให้ออกกฎหมายอะไร หรือแก้กฎหมายอย่างไร ผู้ชุมนุมไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจน ซึ่งต่างจากการต่อสู้ในอดีต เช่น ให้เลิกเหยียดผิว หรือให้หยุดทำสงครามเวียดนาม เป็นต้น
ข้อสุดท้าย สหรัฐมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มตัว และมีการเลือกตั้งใหญ่ทุก 2 ปี ซึ่งมีผลให้ทิศทางการเมืองโน้มเอียงไปทางซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ขึ้นอยู่กับกระแสความนิยมในแต่ละขณะ
การยึดครองวอลสตรีต แม้จะดึงให้ยืดเยื้อต่อไปได้ แต่ก็หนีไม่พ้นต้องสลายตัวก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า
เป็นไปไม่ได้เลยที่การชุมนุมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเหมือนที่เคยเกิดในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 16 ตุลา พฤษภาทมิฬ หรือเสื้อเหลืองเสื้อแดง







