
คนการเมืองล้วงเงินแบงก์รัฐ
เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่รัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาทำงานแบบเต็มตัว
เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่รัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาทำงานแบบเต็มตัว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่รัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาทำงานแบบเต็มตัว งานแรกที่ท้าทายความสามารถคือการบริหารประเทศบนมหันตภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สินประชาชนทะลุ 1 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ไม่เว้นวรรค ใช้ช่วงจังหวะเวลาที่ฝุ่นตลบ ผู้คนกำลังให้ความสนใจกับการต่อสู้กับน้ำท่วม ไม่ค่อยได้เกาะติดเรื่องการเมือง เปลี่ยนแปลงกรรมการรัฐวิสาหกิจแบบเงียบๆ หลายชุด
ส่งคนสนิทใกล้ชิดกับครอบครัวชินวัตรและพรรคเพื่อไทยเข้าไปนั่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเพื่อกำกับ สั่งการทำงานนโยบายให้ซ้ายหันขวาหัน ยันกลับหลังหัน
คนใกล้ชิดการเมืองที่ถูกส่งเข้าไปนั่งคุมนโยบายรัฐวิสาหกิจ บางคนก็ต้องยอมรับว่าเป็นคนเก่งมีความสามารถตรงกับรัฐวิสาหกิจที่เข้าไปเป็นกรรมการ
แต่บางคนที่ถูกส่งเข้าไปก็ต้องบอกว่ารับไม่ได้ ทั้งเรื่องความสามารถไม่ตรงกับงาน สถานะไม่เหมาะสม และหมิ่นเหม่ต่อการทำผิดกฎหมาย และหาผลประโยชน์เข้าพรรคเข้าพวก ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรที่เข้าไปเป็นกรรมการ
กรณีของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ตั้งกรรมการใหม่แล้วปรากฏชื่อ นางพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช. จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นผู้ส่งอีเมลข่มขู่ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เพราะไม่พอใจที่จี้ถามนายกรัฐมนตรีให้เคืองใจถูกส่งไปนั่งเป็นกรรมการหน้าตาเฉยถือเป็นหลักฐานที่ฟ้องชัดว่า รัฐบาลนี้แต่งคนใกล้ชิดการเมืองเข้าเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยไม่ได้ดูความเหมาะสมเลย
มองอย่างเป็นธรรม พรทิพย์ มีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นกรรมการ ทอท. หรือไม่ จากการสืบประวัติพบว่า พรทิพย์ ไม่เคยผ่านงานด้านการบิน การเงิน หรือธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงมาก่อนเลย
ดังนั้น การได้มาเป็นกรรมการ ทอท. จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนไปตอบแทนทางการเมือง ให้ พรทิพย์ ผู้ซึ่งพยายามสร้างผลงานให้เข้าตาผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลพอใจ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของบริษัท อสมท ที่รัฐบาลพยายามตั้งแต่น้ำมายันน้ำลด ที่จะล้างกรรมการชุดเก่าเพื่อส่งคนของตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการชุดใหม่ คุมขุมทรัพย์แสนล้านทั้งคลื่นวิทยุและโทรทัศน์
รวมถึงยังคุมนโยบายการรายงานข่าว รายการต่างๆ ออกมาในทางบวกสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่ถูกโจมตีว่ามีปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นช่องทางตีฆ้องร้องป่าวนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ผลักดันออกมาต่อเนื่อง แม้ว่าจะถูกค้านให้ยกเลิกเพื่อนำเงินไปช่วยฟื้นฟูน้ำท่วมดีกว่า
อย่างไรก็ตาม การส่งคนการเมืองเข้าไปคุมรัฐวิสาหกิจอะไรก็ไม่ร้ายเท่าส่งคนของตัวเองที่ไม่เหมาะสม หรือไม่มีความสามารถเข้าเป็นกรรมการในธนาคารของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย ที่มีการส่งคนเชียร์รัฐบาลเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ เพื่อเปิดทางให้การเมืองเข้าไปล้วงเงินขอสินเชื่อ เหมือนกับที่รัฐบาลทักษิณ 1 และทักษิณ 2 ทำมา จนเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก และยังเป็นคดีฟ้องร้องให้ความจริงปรากฏ
การส่ง วีรภัทร ศรีไชยา เป็นกรรมการแทน พงษ์เทพ ผลอนันต์ หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อวีรภัทร แต่คนในกระทรวงการคลังต่างรับรู้กันว่านี่คือคู่ต่อสู้กับผลประโยชน์ของรัฐตัวฉกาจ ไม่ว่าในคดีเลี่ยงภาษี 1.2 หมื่นล้านบาทของ พานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร เขาเคยยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกรณีอธิบดีกรมสรรพากรกับพวกลำเอียงในการปฏิบัติหน้าที่
วีรภัทร ยังเป็นทนายความให้กับคุณหญิงอ้อพจมาน ณ ป้อมเพชร กับ บรรณพจน์ ดามาพงศ์ ในคดีร่วมกันเลี่ยงภาษีแล้วอัยการไม่ยอมฎีกามาเป็นตัวแทนกระทรวงการคลังในฐานะกรรมการ
รวมถึงส่ง อรุณภรณ์ ลิ่มสกุล เป็นกรรมการธนาคารกรุงไทย ซึ่งใครไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร แต่คนในวงการต่างอึ้ง ตะลึงตึงๆๆ หงายหลังผลึ่งกันทั้งบาง
เพราะ อรุณภรณ์ นั้นเธอเคยเป็นผู้อำนวยการสายงานการตลาดโพสต์เพด บริษัท เอไอเอส ปัจจุบันเธอถูกดึงตัวไปนั่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายบริหารงาน CRM และบริหารช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้ช่วยอันดับ 28 มานั่งเป็นกรรมการธนาคารกรุงไทยที่เป็นคู่แข่ง แถมมีอำนาจคุมกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย
กรณีของธนาคารออมสินที่ผ่านมา ที่มีการส่ง พรรณี สถาวโรดม ผงาดเป็นประธานธนาคารออมสิน เป็นการแหวกธรรมเนียมปฏิบัติที่ตำแหน่งนี้ต้องเป็นปลัดกระทรวงการคลัง หรือข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังจะได้นั่งในตำแหน่งนี้
กรรมการธนาคารออมสิน ยังมีชื่อ นพ.ประเสริฐ หลุยเจริญ ซึ่งเป็นสามี เบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต คนใกล้ชิดบ้านจันทร์ส่องหล้า และถูกวางตัวเป็นปลัดกระทรวงการคลังคนต่อไป
หรือจะเป็นชื่อ นงลักษณ์ พินัยนิติศาสตร์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยคม และปสันน์ เทพรักษ์ อดีตกงสุลใหญ่ สถานกงสุลไทย ณ เมืองดูไบ ซึ่งล้วนเป็นการตอบแทนทางการเมืองมากกว่าความเหมาะสม
กรณีล่าสุด รัฐบาลยิ่งลักษณ์กระทำการที่ท้าทายความเชื่อถือของสถาบันการเงินของรัฐอย่างยิ่ง เมื่ออนุมัติให้ สส.สอบตกอย่าง เฉลิมชัย จีนะวิจารณะ สดๆ ร้อนๆ ให้เป็นกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ก็เห็นได้ชัดว่า ซึ่งเป็นการวางคนผิดฝาผิดตัว ไม่ได้ดูเรื่องความเหมาะสม
เป็นการนำนักการเมือง นักบันเทิงยามราตรีเป็นกรรมการธนาคารที่สนับสนุนการทำมาหาได้เข้าประเทศ หากแต่เป็นการตอบแทนทางการเมืองเป็นตัวตั้งเท่านั้น
เฉลิมชัยนั้น นอกจากไม่มีความสามารถเชี่ยวชาญด้านการเงินแล้ว ยังถูกมองว่าอาจจะเป็นการขัดกับระเบียบคุณสมบัติของการเป็นกรรมการของกระทรวงการคลังอีกด้วย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ และกฎหมายของเอ็กซิมแบงก์โดยตรง ที่ได้ห้ามนักการเมืองเข้ามาเป็นกรรมการ เพราะไม่ต้องการให้เข้ามาแทรกแซงมีผลประโยชน์ทับซ้อน จนสร้างความเสียกับธนาคาร
จากข้อมูลพบว่า เฉลิมชัย เป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว เฉลิมชัย ไม่สมควรเป็นกรรมการเอ็กซิมแบงก์ หรือแบงก์รัฐอื่นๆ รวมถึงรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพราะสถานะมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองยังชัดเจน
รัฐบาลจะอ้างว่าเฉลิมชัยลาออกจากพรรคเพื่อไทย และไม่ได้เป็นนักการเมืองแล้ว เพราะสอบตกก็ได้ หากต้องการใช้สีข้างเข้าถู
แต่หากลองดูตามเขตจตุจักรและบางซื่อยังมีชื่อเป็นนักการเมืองหราอยู่ตามชุมชนต่างๆ
และอาจจะบอกว่าได้ยื่นใบลาออกจากพรรคมาแล้วก็ได้ แต่ในความหมายของการลาออกจากพรรคนั้นไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นสภาพเพราะต้องได้รับอนุมัติจากนายทะเบียนพรรค คือ กกต.
แต่อย่างว่า ถ้าข้าจะเอาเสียอย่าง รัฐบาลนี้ก็ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย เพราะทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้เท่านั้น เหมือนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีพูดไว้
รัฐบาลนี้ลืมไปว่าสถาบันการเงินแห่งนี้เคยมีข้อครหาที่เกี่ยวพันกับคนในตระกูลชินวัตรมารอบหนึ่ง ที่ปัจจุบันยังแก้ปัญหาไม่ตก
และอาจลืมไปว่าสถาบันการเงินนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ “คนเชื่อมั่น” เพราะสถาบันการเงินนั้นต่างจากบริษัททั่วไปที่นำเงินจากผู้ถือหุ้นมาบริหารสร้างกำไร
แต่สถาบันการเงินนั้นนำทั้งทุนและเงินฝากจากประชาชนมาทำมาหาได้ ในอดีตเรียกกันง่ายๆ ว่า ทำนาบนหลังคน
เอาเงินของประชาชนผู้ฝากเงินนั่นแหละมาบริหารจัดการแล้วปล่อยกู้หากำไรหมุนรอบเวียนไปเรื่อยๆ
ถ้ารัฐบาลตั้งคนที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นแล้วไซร้ อันตรายจริงๆ
ยิ่งมีการตั้งนักการเมืองเข้าไปนั่งบัญชาการคุมนโยบายการเงินด้วยแล้วไซร้ อันตรายอย่างยิ่ง
ไม่เพียงแค่ส่งลูกหนี้ที่เป็นนักการเมือง ใกล้ชิดนักการเมือง ที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน แต่ฝ่ายการเมืองยัดเข้ามาให้ปล่อยกู้ สุดท้ายก็เป็นหนี้เน่าเหม็นไปทั้งแบงก์เท่านั้น หากแต่อาจทำให้ธนาคารของรัฐกลายเป็นฐานที่มั่นในการใช้เงินเพื่อฝ่ายการเมืองด้วย
ถึงวันนี้มีการตั้งกรรมการที่ไม่มีความเหมาะสม เป็นคนการเมืองเข้าไปทำให้เกิดความเสี่ยง ส่อทำให้เอ็กซิมแบงก์อาจเกิดอาการโคม่าขึ้นมาได้
นี่คือสนิมเนื้อในที่กัดกินรัฐวิสาหกิจ และแบงก์รัฐให้อ่อน ซึ่งสุดท้ายก็หนีไม่พ้นเงินภาษีเข้าไปอุ้ม
ขณะที่กรรมการที่เป็นคนจากการเมืองก็ลอยตัว ไม่ได้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะที่ลูกหนี้ที่มาจากฝ่ายการเมืองก็ล้มบนฟูกไม่ได้เจ็บตัวเสียหาย มีแต่ธนาคารของรัฐเท่านั้นที่เสียหายอยู่ฝ่ายเดียว
อย่าลืมว่าธนาคารรัฐ 34 แห่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ส่งคนเข้าไปนั่งบัญชาการนั้น ในแต่ละปีมีการปล่อยกู้นับ 1 ล้านล้านบาท หากเสียหายไปแค่ 10% ก็ถือว่ามหาศาล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงควรเป็นหัวเรือใหญ่ ทั้งในฐานะผู้ถือหุ้นรัฐวิสาหกิจ และกำกับดูแลแบงก์รัฐ ต้องไม่ปล่อยให้การเมืองเข้าแทรกล้วงลูกล้างเงินภาษีไปเข้าประโยชน์พวกพ้องและตัวเองไม่ได้ ไม่เช่นนั้นการกระทำอย่างนี้จะเป็นมะเร็งรักษาไม่มีวันหาย
หากกระทรวงการคลัง ที่ต้องดูแลการเงินการคลัง และทรัพย์สินของประเทศ ไม่สามารถปกป้องได้ ทั้งรัฐมนตรี และข้าราชการประจำ ก็จะถูกหาว่าเป็นตรายางไม่มีอำนาจ และผู้บริหารที่หวงเก้าอี้มากกว่าผลประโยชน์ประเทศชาติ
มาตรฐานการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ได้มาลอยๆ ผู้ที่มีอำนาจและเป็นนักบริหารที่ดีต้องกล้าที่จะสร้างมันกับมือตัวเอง







