
เศรษฐกิจจมน้ำปีนี้โตแค่1.5%
ไม่น่าแปลกใจที่สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ไม่น่าแปลกใจที่สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ประเมินตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.5% เป็นผลมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมแห่งชาติ
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขา ธิการ สศช.ประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่เดือน ก.ย.สร้างความเสียหาย 2-3 แสนล้านบาท หรือ 8.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ส่งผลให้จีดีพีไตรมาส 4 ติดลบ 3.7% และทั้งปี 2554 เศรษฐกิจจะขยายตัว 1.5%
“เดิม สศช.คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 3.5-4% ในไตรมาส 3 ขยายตัว 3.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 และ 2 ที่ขยายตัวในอัตรา 3.2% และ 2.7% ตามลำดับ ส่งผลให้ 9 เดือนแรกปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.1%” อาคม กล่าว
อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอตัวลงโดยขยายตัว 2.4% เทียบกับ 2.7% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายในสถานการณ์อุทกภัย อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูง เช่นเดียวกับภาคเกษตรที่หดตัว 0.9% เพราะพื้นที่เพาะปลูกในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกน้ำท่วม และราคาสินค้าเกษตรชะลอตัว
ด้านการส่งออกไตรมาส 3 มีมูลค่า 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 27.3% และการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัว 9.1% เทียบกับ 8.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา
ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยมีจำนวน 4.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 25.7%
การประมาณการเศรษฐกิจของ สศช.นั้น สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ได้ออกรายงานความคืบหน้าสถานการณ์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะเชื่องช้าลงสำหรับในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2554 นี้
และจะซึมต่อเนื่องไปยังไตรมาสแรกของปีหน้า จากผลกระทบภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทย
ธนาคารโลกระบุด้วยว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมไทยนั้นจะสามารถรู้สึกได้รุนแรงที่สุดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จากความสูญเสียในภาคการผลิตที่เกิดขึ้นหลังจากนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งความสูญเสียดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีประเทศไทยที่ราว 1%
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกมองว่าปัจจัยที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะมาจากนโยบายการฟื้นฟูต่างๆ รวมไปถึงการฟื้นฟูโครงสร้างสาธารณูปโภคจากทั้งภาครัฐ และเอกชนภายหลังน้ำลด
การกลับมาของภาคการผลิต การบริโภคของภาคครัวเรือนที่จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งโดยมีแรงสนับสนุนมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีเสถียรภาพ และงบประมาณที่กระจายออกไปในวงกว้าง และสุดท้ายจะมาจากปัจจัยการลงทุนของภาคเอกชนที่แข็งแกร่งอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น
ทางด้านภาวะเงินเฟ้อของไทย ก็จะชะลอตัวลงเช่นกัน เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มชะลอตัวลงจากระยะก่อนหน้านี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาลง
อาคม กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2555 สศช.ประเมินว่าจะขยายตัวที่ 4.5-5.5% ซึ่งเป็นผลจากมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน และการจ่ายเงินเยียวยาจากภาครัฐที่กระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ การลงทุนเครื่องจักรของภาคเอกชนเพื่อทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายจากน้ำท่วม
ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียยังขยายตัวได้ดี แม้โลกยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจยุโรป เช่น หนี้สาธารณะของกรีฐ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียจะขยายตัว 6.7% โดยเศรษฐกิจญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และไทยจะขยายตัวได้ดีกว่าปี 2554 และทำให้การส่งออกของไทยปีหน้าขยายตัวได้ 19%
นอกจากนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะดำเนินการได้ตามปกติ เช่น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร มาตรการลดค่าครองชีพ โดยการชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และโครงการคืนเงินซื้อรถยนต์คันแรก ที่ทำให้ยอดสั่งซื้อและผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น
“โรงงานที่ถูกน้ำท่วมบางโรงเริ่มผลิตแล้วในเดือน ธ.ค.ปีนี้หากไตรมาสแรกปีหน้าโรงงานกลับมาเปิดดำเนินการได้ 70-80% จะไม่มีผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2555 มากนัก” อาคม กล่าว
สำหรับปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดเศรษฐกิจปี 2555 คือ ความล่าช้าการฟื้นฟูภาคการผลิตในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง โดยเฉพาะยุโรป ตลาดเงิน ตลาดทุนและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความเสี่ยงและมีความผันผวนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันที่ทรงตัวระดับ 105110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
สำหรับรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2555 มีข้อจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอในช่วงครึ่งปีแรกและมาตรการลดอัตราภาษีนิติบุคคล และการชะลอการเก็บภาษีน้ำมันและการยกเว้นภาษีต่างๆ เพื่อฟื้นฟูประเทศจากน้ำท่วม
นายอาคม เสนอว่า ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจช่วงที่เหลือปีนี้และปี 2555 คือ การเร่งฟื้นฟูเยียวยาผู้ที่ได้รับกระทบจากน้ำท่วมวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท และการจัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับน้ำฝนในปีหน้า การดูแลค่าเงินบาทเพื่อไม่ให้กระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปี 2555 จะมีเงินทุนไหลเข้ามามากจากเงินเครมประกันฯ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเร่งรัดปฏิรูปทางการคลังเพื่อเตรียมพร้อมด้านงบประมาณสำหรับการพัฒนาประเทศระยะยาว เช่น การปรับอัตราภาษีให้เอื้อต่อการลงทุน ขยายฐานภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ส่วนนโยบายการเงินนั้น เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
“ตอนนี้ไม่มีใครใช้จ่ายเกินตัว เงินที่ใช้จ่ายอยู่ก็เพื่อให้รอด ขณะที่แบงก์พาณิชย์เขาก็ยังช่วยผู้ประสบภัย โดยผ่อนหนักให้เป็นเบา ส่วนแบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ก็อยู่ที่เขา และหลังน้ำลดรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาวัสดุก่อสร้าง เพราะมีความต้องการมาก” อาคม กล่าว
อาคม ย้ำว่า ระยะสั้นหรือ 1 ปีและระยะยาว ไทยต้องมีระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง พร้อมทั้งจัดหาพื้นที่รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งใหม่ เพราะไทยเป็นซัพพลายเชนของโลก ไทยต้องสร้างหลักประกันระยะยาวที่ว่าไทยจะไม่มีน้ำท่วมอีก ซึ่งบางประเทศวางแผนป้องกันน้ำท่วม 100 ปี หรือบางประเทศเขาวางไว้ 1,000 ปี
&<2288;
&<2288;







