posttoday
เอเชียไร้ภูมิคุ้มกันวิกฤตศก.โลก ยุโรป-มะกันดิ่ง เอเชียส่อร่วงตาม

เอเชียไร้ภูมิคุ้มกันวิกฤตศก.โลก ยุโรป-มะกันดิ่ง เอเชียส่อร่วงตาม

22 พฤศจิกายน 2554

นาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในยุโรปและสหรัฐ ภูมิภาคเอเชีย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

นาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในยุโรปและสหรัฐ ภูมิภาคเอเชียกำลังเป็นที่ถูกจับตามองในฐานะศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก ทั้งตัวเลขการเติบโตที่อยู่ในระดับสูงและศักยภาพของตลาด ประกอบกับนักลงทุนจำนวนไม่น้อยซึ่งหวาดผวากับวิกฤตในโลกตะวันตกที่ได้แห่กันมาลงทุนในภูมิภาคนี้ เอเชียจึงกลายเป็นภูมิภาคที่ดูมีอนาคตสดใสและเต็มเปี่ยมไปด้วยโอกาสมากมาย

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีหลายสัญญาณบ่งบอกว่า ภาคส่งออกหลายประเทศในเอเชียเริ่มได้รับผลกระทบในด้านลบ อันเป็นผลพวงมาจากปัญหาในซีกโลกตะวันตก ที่อาจส่งผลให้เอเชียต้องเผชิญกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงอีกครั้งหนึ่งก็ได้

แม้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในยุโรปส่อเค้าว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น ภายหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำในกรีซ อิตาลี และสเปน ซึ่งจะดำเนินการนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญเพื่อลดปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศ

ทว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศเหล่านี้ ก็ยังคงไม่อาจเรียกคืนความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาได้ เนื่องจากแต่ละประเทศนั้นยังคงไร้ซึ่งแผนแก้หนี้ระยะยาวที่เป็นรูปธรรมพอที่จะฟื้นความเชื่อมั่น และมีความเด็ดขาดมากพอที่จะรับมือกับหนี้สาธารณะกองโตได้

เอเชียไร้ภูมิคุ้มกันวิกฤตศก.โลก ยุโรป-มะกันดิ่ง เอเชียส่อร่วงตาม

ขณะที่สถานการณ์ในสหรัฐนั้นกลับดูจะย่ำแย่ลงอีก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้สาธารณะและปัญหางบประมาณครั้งใหม่ กระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดเผยว่า ระดับหนี้สาธารณะของประเทศทำสถิติทะลุระดับ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 100% ของจีดีพีสหรัฐ

นอกจากนั้น สหรัฐยังต้องเจอกับวิกฤตการเมืองที่กำลังส่งผลกระทบต่อการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง โดยคณะกรรมการร่วมระหว่างสองพรรคการเมือง หรือ “ซูเปอร์คอมมิตตี” ซึ่งมีภารกิจสำคัญที่จะต้องลดตัวเลขขาดดุลงบประมาณ 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ให้ได้ภายในวันที่ 23 พ.ย.นี้ เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่า แผนดังกล่าวอาจเสร็จไม่ทันภายในเส้นตายที่กำหนด ซึ่งความล้มเหลวดังกล่าวจะยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสถานะทางการเงินของรัฐบาลสหรัฐ และพันธบัตรของรัฐบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกระลอกใหญ่หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส ได้ลดอันดับเครดิตสหรัฐครั้งประวัติ ศาสตร์ลงจากบัลลังก์ AAA ไปแล้ว

สรุปได้ว่า มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในซีกโลกตะวันตกทั้งสหรัฐและยุโรปกำลังตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ และเสี่ยงที่จะกระโจนพรวดลงสู่หุบเหวแห่งความไม่แน่นอน และความไร้เสถียรภาพทางการเงิน แน่นอนว่าท่ามกลางสถานการณ์อันยากลำบากนี้ เอเชียถือว่ายังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องเตรียมตัวรับกับแรงกระแทกที่รุนแรงไม่น้อย

ประการหนึ่ง เอเชียยังไม่สามารถหาตลาดทดแทนตลาดยุโรปและสหรัฐได้ ซึ่งถือว่าทั้งสองภูมิภาคเป็นตลาดส่งออกสำคัญหลักของประเทศเอเชียส่วนใหญ่แม้กระทั่งจีน

เครดิตสวิส สถาบันการเงินชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2553 การส่งออกไปยังตลาดในยุโรปนั้นคิดเป็น 16% ของเศรษฐกิจฮ่องกง 13% ของเศรษฐกิจสิงคโปร์ และ 8% ของเศรษฐกิจมาเลเซีย ส่วนจีนนั้นก็ต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังยุโรปเช่นกัน โดยการส่งออกไปยังยุโรปของจีนเมื่อปีที่แล้วคิดเป็น 4.7% ของจีดีพี

และในขณะนี้อาการป่วยไข้ในยุโรปและสหรัฐก็กำลังเริ่มสำแดงอาการให้เห็นในเอเชียบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของแต่ละประเทศในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

จีน ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก ต้องเผชิญกับตัวเลขการส่งออกที่หดตัวในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ตัวเลขการส่งออกของจีนเดือน ต.ค. อยู่ที่ 15.9% ซึ่งลดลงจากเดือนก่อนที่ 17.1% แต่นักวิเคราะห์มองว่า การชะลอตัวของภาคส่งออกนั้น ยังเป็นสัญญาณจากความอ่อนแอในยุโรปอยู่ต่อไป

ขณะที่ญี่ปุ่นต้องกลับมาเผชิญหน้ากับการขาดดุลการค้าอีกครั้งในเดือน ต.ค. หลังจากได้ดุลการค้าเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยตัวเลขขาดดุลอยู่ที่ 3,560 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยยอดการส่งออกเดือน ต.ค. ลดลง 3.7% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ในขณะที่ยอดนำเข้านั้นพุ่งสูงถึง 17.9% เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกัน ภายหลังราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นชี้ว่าตัวเลขการส่งออกที่หดตัวนี้ เป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลให้ตลาดคู่ค้าสำคัญของญี่ปุ่นอย่างสหรัฐ ยุโรป และจีนสั่งสินค้าน้อยลง ประกอบกับปัญหาการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งส่งผลกระทบไปยังผลกำไรของเอกชนญี่ปุ่นอย่างรุนแรง

ด้านสถาบันพัฒนาการศึกษาของเกาหลีใต้ ได้ประกาศปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปีหน้าจาก 4.3% เหลือเพียง 3.8% และในปีหน้าจาก 4.2% ลงสู่ระดับ 3.6% โดยอ้างว่าแม้อุปสงค์ภายในประเทศจะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่เริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจนั้นพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ขณะที่สิงคโปร์ประเทศที่พึ่งพาการ “นำเข้าส่งออก” คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศนั้น รัฐบาลลอดช่องยอมรับว่าเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มชะลอตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของระบบเศรษฐกิจ

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะร่วงลงมาอยู่ระหว่าง 1-3% ในปี 2555 จาก 5% ในปีนี้

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลกระทบมากที่สุดภายหลังเมื่อช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ยอดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลดลงถึง 17% โดยสิงคโปร์นั้นเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก และส่งออกไปยังตลาดในยุโรปและสหรัฐเป็นหลัก

นอกจากนี้ สถานการณ์อาจแย่ลงหากปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปบานปลาย จนนำไปสู่การถดถอยของเศรษฐกิจโลกระลอกใหม่

คุน ลุง วู นักเศรษฐศาสตร์จากเครดิตสวิสกรุ๊ป เอจี สถาบันการเงินชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ มองว่าสิงคโปร์มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ดังนั้นหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงมากขึ้น ตัวเลขคาดการณ์ที่ 1-3% ก็อาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป

“ขณะนี้ทุกอย่างอยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐ”

ยิ่งไปกว่านั้น ทางด้านธนาคารโลกยังชี้ไปในทางเดียวกันว่า แม้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี แต่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุโรป ตลอดจนภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิกอย่างเด่นชัดในปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้า

ชาติต่างๆ ในเอเชียจึงต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบต่างๆ จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ให้ดี อีกทั้งเป็นเรื่องสำคัญที่เอเชียจะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเพื่อชดเชยวิกฤตหนี้ยูโรโซน หรือกระตุ้นความต้องการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิต้านทานต่อการชะลอตัวจากเศรษฐกิจภายนอก เพราะต้องอย่าลืมว่าหากเศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐจม เอเชียก็ไม่รอด

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์