
อินเดียกับยุทธศาสตร์โกอินเตอร์
ก่อนอื่นต้องขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศและรัฐบาลไทยของพวกเราให้สามารถ
ก่อนอื่นต้องขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศและรัฐบาลไทยของพวกเราให้สามารถ
ฝ่าฟันอุปสรรคที่เป็นภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีให้ได้ตลอดรอดฝั่งและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
เรื่องของน้ำท่วมคนไทยก็ต้องดิ้นรนต่อสู้กันต่อไป แต่เรื่องของการสร้างความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลทุกประเทศจำเป็นต้องเตรียมการสร้างมาตรการหรือกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากสภาพการณ์ของโลกในช่วงสิบปีข้างหน้านี้
หันมามองกลยุทธ์การขยายตัวของบริษัททั้งเล็กและใหญ่ในประเทศที่กำลังเป็นที่จับตามองของบรรดาประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั่วโลก และถือเป็นอีกหนึ่งประเทศตลาดเกิดใหม่อีกด้วย อย่างอินเดียที่มีพลเมืองราว 2,000 ล้านคน เป็นรองแค่จีนเท่านั้น แถมยังมีขนาดเศรษฐกิจเมื่อคิดเป็นตัวเลขจีดีพีแล้วใหญ่ติดอันดับท็อปเทนของโลก
อินเดียเป็นประเทศที่ประกาศเอกราช มีการปกครองอย่างอิสระเป็นของตนเองอย่างถูกต้องชอบธรรม แยกตัวออกจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาตั้งแต่ ค.ศ. 1947 โดยในช่วงแรกมีการปิดประเทศและใช้นโยบายทางเศรษฐกิจแบบป้องกันตัวเอง จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศในช่วงระยะแรกจำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทท้องถิ่นที่มีลักษณะของความเป็นธุรกิจแบบครอบครัวและสืบทอดความเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน
บริษัทต่างๆ ในอินเดียเริ่มประสบกับการแข่งขันอย่างเข้มข้นจากบริษัทต่างชาติและจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคของการเปิดเสรี ในช่วงตั้งแต่ ค.ศ. 1991 เป็นต้นมา จนทำให้หลายบริษัทท้องถิ่นที่ไม่สามารถปรับตัวได้จนถึงกับต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก
ในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่าอินเดียอาจจะยังเทียบชั้นกับจีนไม่ได้ แต่ความก้าวหน้าในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตซอฟต์แวร์และการให้บริการธุรกิจ Outsourcing ก็เป็นไปแบบรวดเร็วและร้อนแรง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่อินเดียได้อย่างมากมายมหาศาลในรอบทศวรรษที่ผ่านมา
ยุทธศาสตร์ด้านการก้าวข้ามชั้นไปสู่ความเป็นสากลของบริษัทในอินเดีย เริ่มตั้งแต่ 1) การตั้งเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทข้ามชาติ และจะต้องไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้อย่างรวดเร็วและรอบคอบ 2) การใช้บริษัทท้องถิ่นสัญชาติอินเดียที่ก่อตั้งมาตั้งแต่เริ่มเป็นประเทศเอกราช ให้เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความเป็นอินเตอร์ผ่านทางการทำธุรกิจข้ามพรมแดน และ 3) ความพยายามที่จะพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศให้ได้มาตรฐานเทียบชั้นประเทศสากลที่พัฒนาแล้วและขจัดการทุจริตคอร์รัปชันทั้งในภาครัฐและการเมือง
ส่วนแท็กติกที่นำไปเสริมยุทธศาสตร์ของการเข้าสู่ความเป็นอินเตอร์ของบริษัทอินเดียได้แก่
1) การเข้าซื้อกิจการและถือครองหุ้นทั้งหมดในบริษัทที่เป็นเจ้าของกิจการต่างประเทศ โดยแท็กติกดังกล่าวใช้กันมากในช่วงระหว่าง ค.ศ. 2004-2008 ต่อมาเริ่มมีปัญหามากมายหลายด้าน เช่น เรื่องกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นปัญหาด้านกฎหมายระหว่างบริษัทอินเดียกับบริษัทในประเทศ เป้าหมายที่อินเดียต้องการเข้าไปซื้อกิจการ รวมทั้งเรื่องของการขาดเงินทุนที่จะต้องใช้จำนวนมากมายมหาศาล ทำให้ในปัจจุบันมีเฉพาะบริษัทอินเดียขนาดใหญ่ที่ใช้แท็กติกนี้อยู่
2) การเข้าซื้อแหล่งผลิตวัตถุดิบเพื่อนำไปเสริมภาคการผลิตของตนเองในประเทศ แต่แท็กติกนี้ อินเดียก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากหลายบริษัทในจีนที่ต่างก็เสาะหาแหล่งวัตถุดิบทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น
3) การเข้าซื้อกิจการต่างประเทศเพิ่มทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ ขยายความยิ่งใหญ่ในธุรกิจเฉพาะด้านในต่างประเทศ เช่น การเข้าซื้อกิจการด้านวิศวกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ในทวีปยุโรป โดยมีวัตถุประสงค์ด้านการต่อยอดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความเป็นเลิศในผลิตภัณฑ์อีกด้วย
4) การตัดสินใจอย่างห้าวหาญและเด็ดเดี่ยวของบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีของอินเดีย ผ่านการเข้าไปตั้งโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศโดยใช้เงินลงทุนของตนเองทั้งหมด เช่น การเข้าไปตั้งกิจการและดำเนินการเองในจีนของบริษัท Infosys ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีของอินเดีย
ปัจจุบันบริษัทชั้นนำที่มีขนาดใหญ่ของอินเดียประกอบไปด้วย บริษัท Reliance Industries (ประกอบธุรกิจด้านแก๊สและน้ำมัน) กลุ่มบริษัท State Bank of India Group (ประกอบธุรกิจด้านการธนาคาร) บริษัท Oil & Natural Gas (ประกอบธุรกิจด้านแก๊สและน้ำมัน) บริษัท Icici Bank (ประกอบธุรกิจด้านการธนาคาร) บริษัท Indian Oil (Oil & Gas Operations) บริษัท NTPC (ประกอบธุรกิจด้านสาธารณูปโภค) บริษัท Tata Steel (ประกอบธุรกิจด้านเหล็กกล้า)







