
กฟผ.ปรับแผนปล่อยน้ำเขื่อน
แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เขื่อนใหญ่ผลิตไฟฟ้ามีส่วนทำให้ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้รุนแรงขึ้นหรือไม่
แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เขื่อนใหญ่ผลิตไฟฟ้ามีส่วนทำให้ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้รุนแรงขึ้นหรือไม่
เพราะรัฐบาลเองก็ยังไม่ได้สรุปชัดเจนว่า จะมีการค้นหาความจริงด้านความผิดพลาดการบริหารจัดการน้ำหรือไม่ แต่บทเรียนที่เกิดขึ้นทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องรีบปรับแผนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์น้ำใน 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ยังมีปริมาณน้ำกักเก็บเกือบ 100% ของความจุ ซึ่งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะเข้าสู่ฤดูฝน การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนจึงพลาดอีกไม่ได้แล้ว
สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยถึงแผนการบริหารน้ำในเขื่อนในปีหน้าว่า จากเดิมที่ใช้สถิติปริมาณน้ำเฉลี่ยทั้งปีมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ แต่จากนี้ไปจะใช้ข้อมูล 3 ชุด ประกอบการตัดสินใจนั่นคือ พิจารณาน้ำที่กักเก็บอยู่ในขณะนี้ควบคู่ไปกับการใช้สถิติปริมาณน้ำตลอดปี และการบริหารน้ำรองรับการเพาะปลูกช่วงหน้าแล้ง ซึ่งหากมองในแง่ดีปริมาณน้ำที่มีอยู่ในขณะนี้จะส่งผลดีต่อการเกษตรในช่วงหน้าแล้ง
“ต้องยอมรับว่าต้นทุนน้ำสะสมของเขื่อนปีนี้อยู่ในระดับที่สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปลูกข้าวนาปรังช่วงเดือน ก.พ.เม.ย. 2555 เดิมคาดว่าจะมีปริมาณน้ำไว้ใช้ 3,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งโดยปกติในช่วงต้นฤดูฝนเขื่อนจะกักเก็บน้ำไว้ 50-60% ของความจุเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บเฉลี่ย 80-90% หากมองในด้านดีจะมีผลดีต่อภาคเกษตรมากขึ้น”
สำหรับประมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงไป 2,000 เมกะวัตต์ หรือจากเดิมการใช้ไฟฟ้าสูงสุดแต่ละวันอยู่ที่ 2.2-2.3 หมื่นเมกะวัตต์ เหลือเพียง 2 หมื่นเมกะวัตต์เท่านั้น แต่เชื่อว่าจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวในช่วง 1-2 เดือนนี้ เพราะหลังจากกลับคืนสู่ภาวะปกติยอดใช้ไฟฟ้าจะกลับมาขยายตัวแน่นอน เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังมีการขยายตัวที่ดี และจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศหลายแสนล้านบาท







