
จับตามหามิตรคับแบ็กเปิดสงครามเย็น จีน-มะกัน บนอาเซียน
“สหรัฐเป็นมหาอำนาจในแปซิฟิก และเราก็ยืนอยู่ที่นี่เพื่อประกาศว่าเราจะยังอยู่ต่อไป”
“สหรัฐเป็นมหาอำนาจในแปซิฟิก และเราก็ยืนอยู่ที่นี่เพื่อประกาศว่าเราจะยังอยู่ต่อไป”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ถ้อยแถลงข้างต้นนี้มิใช่ของใครอื่น นอกจากประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา ที่ได้ประกาศทิศทางนโยบายต่างประเทศครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง กับการหันหัวเรือจากตะวันออกกลางเข้ามาเล่นบทมหาอำนาจในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังมีการประชุมสุดยอดอาเซียนกันอยู่ที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย
หากการเข้ามาของสหรัฐเมื่อช่วงทศวรรษที่ 70 มีเป้าหมายสร้างไมตรีกับอาเซียนเพื่อขวางเส้นทางของคอมมิวนิสต์ในเอเชีย การมาครั้งนี้ก็อาจไม่ได้ต่างกันนัก เพราะจุดหมายหลักไม่ใช่อาเซียน แต่เพื่อต้องการสกัด “จีน” ที่นับวันก็ยิ่งขยายอิทธิพลครอบคลุมทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปทุกที
ยิ่งในช่วง 12 ปีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอาเซียนเริ่มจืดจางลงจากข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ก็ยิ่งสบโอกาสที่สหรัฐจะเข้ามาแทรกกลางได้อย่างง่ายดาย โดยที่สหรัฐมักเน้นย้ำมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่า ทะเลจีนใต้เป็นผลประโยชน์ร่วมของสหรัฐด้วย ในฐานะที่เป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์สากล และควรต้องหยิบยกข้อพิพาทเรื่องเขตแดนในทะเลจีนใต้มาหารือหมู่
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายจะมองว่าไม่ต่างอะไรไปกับสงครามเย็นรอบใหม่ระหว่าง 2 ยักษ์ จีนสหรัฐ บนสนามหญ้าแพรกที่ชื่ออาเซียน และถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่อาเซียนจะต้องรักษาสมดุลอำนาจเอาไว้ให้ดี และต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า จะได้อะไรจากการเข้ามาเล่นของอเมริกาในครั้งนี้ นอกจากความปั่นป่วนในสมดุลอำนาจ
สหรัฐประกาศตัวชัดเจนว่า มาครั้งนี้ต้องการขยายแสนยานุภาพทางทหารในภาคพื้นแปซิฟิกเป็นสำคัญ และแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้จะย่ำแย่อย่างหนักจนต้องตัดลดงบประมาณลงในหลายด้าน แต่ผู้นำสหรัฐก็ย้ำชัดว่าจะไม่มีทางลดงบประมาณทางทหารในเอเชียแปซิฟิก
การกลับเข้ามาในครั้งนี้ สหรัฐเลือกที่จะไปเยือนพันธมิตร 5 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยมีไฮไลต์ที่ 3 ชาติแรกเป็นพิเศษ เพราะ 2 ชาติหลังนั้นเลือกข้างชัดเจนที่จะยืนอยู่ข้างสหรัฐมากกว่าจีน และยอมให้มีฐานทัพอเมริกันพร้อมเรือรบและนาวิกโยธินประจำอยู่ในประเทศรวมเกือบ 8 หมื่นนาย โดยมีทหารประจำการในญี่ปุ่น 5 หมื่นนาย และในเกาหลีใต้อีก 2.8 หมื่นนาย
การประเดิมเยือนออสเตรเลียของโอบามา ได้บทสรุปกับการขยายฐานทัพของสหรัฐในเมืองดาร์วิน ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย โดยสหรัฐจะส่งนาวิกโยธิน เรือรบ และอากาศยานเข้าไปประจำการในปีหน้า และจะขยายจำนวนนาวิกโยธินเพิ่มเป็น 2,500 นาย ภายในปี 2016 แม้จะยังเป็นจำนวนน้อย ทว่าฐานทัพที่เมืองดาร์วินนั้นอยู่ห่างจากประเทศอินโดนีเซียไปเพียง 820 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐเคลื่อนกำลังเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือมหาสมุทรอินเดียได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศ ฮิลลารี คลินตัน ก็มีภารกิจสำคัญกับการกระชับสัมพันธ์ 2 มหามิตรเก่า ฟิลิปปินส์ไทย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งโจทย์ฟิลิปปินส์อาจไม่ยากเย็นนัก เพราะมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกันมาตลอด และยิ่งเด่นชัดมากขึ้นหลังฟิลิปปินส์ต้องร้าวฉานกับจีนเพราะกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้
นอกจากสหรัฐจะสามารถกระชับความสัมพันธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับฟิลิปปินส์ได้แล้ว ล่าสุด โวลแตร์ กาซมิน รัฐมนตรีกลาโหมของฟิลิปปินส์ก็ได้เปิดเผยว่า สหรัฐจะมอบความช่วยเหลือทางทหารด้วยการจัดส่งเรือตรวจการณ์ลำที่ 2 จากหน่วยยามชายฝั่งโคสต์ การ์ด มาให้แบบให้เปล่า หลังจากที่ได้ให้เรือตรวจการณ์ลำแรกไปเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และนับเป็นเรือที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่มีในกองทัพเรือฟิลิปปินส์
หากลองพิจารณาความตกลงกับไทยจะเห็นได้ว่ายังคลุมเครืออยู่มาก ไม่ชัดเจนเหมือนกับออสเตรเลียหรือฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม หลังจากเบื้องต้นนั้นมีการระบุเพียงว่า นอกจากจะช่วยกู้ดอนเมืองและให้ความช่วยเหลือต่างๆ แล้ว ก็ยังเสนอให้ใช้ฐานทัพเรือที่อู่ตะเภาเป็นที่บรรเทาทุกข์ในระดับภูมิภาค
จุดหนึ่งที่คนทั่วไปอาจไม่ทราบก็คือ ภารกิจความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมของสหรัฐ (Humanitarian Mission) นั้น มักจะเป็นรูปแบบที่มาพร้อมกับเรือรบและนาวิกโยธิน ซึ่งหากจะตั้งเป็นศูนย์ช่วยเหลือในระดับภูมิภาค (Regional) ที่ครอบคลุมอาเซียนหรือมหาสมุทรอินเดีย ก็คงเป็นศูนย์ใหญ่ที่ไม่ได้ใช้เรือแค่ระดับเรือตรวจการณ์เหมือนในฟิลิปปินส์ แต่เป็นระดับเรือรบหรือเรือบรรทุกอากาศยาน พร้อมนาวิกโยธินประจำการในจำนวนไม่น้อย
และเป็นจุดที่รัฐบาลไทยยังไม่ได้ตอบคำถามว่าจะเซย์ “เยส” หรือ “โน” แบบที่ไม่ให้สับสนกับเมื่อครั้งขอความช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมอย่างไร
นอกจากมุ่งขยายอิทธิพลทางทหารแล้ว สหรัฐยังประกาศชัดเจนถึงความต้องการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าให้มากขึ้น หลังจากที่ถูกจีนครอบคลุมอิทธิพลในด้านนี้ไปแล้ว โดยโอบามานั้นประกาศชัดเจนว่า การมุ่งเน้นมายังเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่ออนาคตเศรษฐกิจของอเมริกา ทั้งเรื่องการค้าและการสร้างงาน
หากดูตัวเลขในปี 2010 ที่ผ่านมาจะพบว่า แม้การลงทุนโดยตรงของสหรัฐ (เอฟดีไอ) ในอาเซียนเมื่อปีที่แล้ว จะยังสูงอยู่ที่ 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 12.6% ของเอฟดีไอทั้งหมดในอาเซียน ขณะที่เอฟดีไอของจีนในอาเซียนอยู่ที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าการค้าของจีนในอาเซียนได้ผงาดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2010 จีนได้ผงาดขึ้นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดกับอาเซียน ขณะที่อาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของจีน โดยส่งออกสินค้าไปจีนเพิ่มขึ้น 39% อยู่ที่ 1.135 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และหากเปรียบเทียบกับสหรัฐจะพบว่าสหรัฐและอาเซียนต่างเป็นคู่ค้าระหว่างกันในลำดับที่ 4 ทั้งคู่
แน่นอนว่าการขยายอิทธิพลตีโอบจีนครั้งนี้ ย่อมสร้างบรรยากาศที่อึมครึมได้เป็นอย่างดีก่อนการประชุมหลายเวทีที่อินโดนีเซีย ทั้งการประชุมสุดยอดอาเซียน การประชุมสุดยอดความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก (เออาร์เอฟ) และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (เออีเอส) ซึ่งในเวทีหลังนั้น เหล่าผู้นำมหาอำนาจของโลกตั้งแต่สหรัฐ จีน อินเดีย รัสเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จะเข้าประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงในปีนี้ร่วมกับผู้นำอาเซียน
จีนเองได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยก่อนหน้านี้ ด้วยการตั้งคำถามถึงการตั้งฐานทัพสหรัฐในออสเตรเลีย ทั้งที่ประเทศอยู่ในภาวะหนี้สาธารณะท่วมหัว จีดีพีขยายตัวลดลง และคนตกงานที่ยังสูงกว่า 9% จนสหรัฐต้องลดงบประมาณทุกด้าน และพยายามจบสงครามในอิรักและอัฟกานิสถานที่ยืดเยื้อ
แม้แต่ชาติสมาชิกอาเซียนเองยังรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดของ 2 มหาอำนาจ โดยที่มีอาเซียนถูกบีบอยู่ตรงกลาง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย มาร์ตี นาตาเลกาวา ได้กล่าวกับเอเอฟพีว่า รู้สึกกังวลกับการขยายแสนยานุภาพทางทหารไม่ว่าของชาติใดๆ ในอาเซียน พร้อมทั้งเตือนว่าการขยายฐานทัพสหรัฐในออสเตรเลียถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง และอาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของความตึงเครียดและความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
การเลือกข้างหรือการรักษาสมดุลอำนาจของอาเซียนในวันนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง และทำเพื่อผลประโยชน์ของคนในประเทศอย่างแท้จริง







