
ซักฟอก ประชา ย้ำแผลเก่า ซ้ำแผลใหม่
เคาะสุดท้าย “ประชาธิปัตย์” ตัดสินใจยื่นถอดถอน 7 สส. พรรคเพื่อไทย และยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
เคาะสุดท้าย “ประชาธิปัตย์” ตัดสินใจยื่นถอดถอน 7 สส. พรรคเพื่อไทย และยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เคาะสุดท้าย “ประชาธิปัตย์” ตัดสินใจยื่นถอดถอน 7 สส. พรรคเพื่อไทย และยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป ในวันที่ 28 พ.ย.นี้
จากเดิมชั่งใจ หยั่งกระแส ดูอารมณ์ ความรู้สึกของคนในสังคม ว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นอภิปรายรัฐมนตรีที่ทำงานมาได้เพียง 34 เดือน
หนำซ้ำตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลถูกนวดด้วยการอภิปรายงบประมาณที่ถูกโยงไปถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ตามติดด้วยการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 179 ที่ฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิกรุมถล่มความไร้ประสิทธิภาพในการรับมือน้ำท่วม จนชาวบ้านเริ่มจะเอือมระอากับเรื่องนี้
ทว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งถือเป็นมาตรการตรวจสอบตามกระบวนการสภาที่ร้ายแรงที่สุด มีข้อจำกัดที่ยื่นได้เพียงเฉพาะสมัยสามัญทั่วไป ดังนั้นหากทิ้งโอกาสนี้ เท่ากับต้องรอไปอีกเกือบครึ่งปีกว่าจะยื่นได้อีกรอบ
ในจังหวะที่เหล็กกำลังร้อน การนำปัญหาความล้มเหลวเรื่องการบริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อถุงยังชีพ ที่มีหลักฐานรายละเอียดชัดเจน มาอภิปรายทิ้งทวนก่อนกระแสจะจางหาย จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ทำไมถึงต้องเจาะจงไปที่ พล.ต.อ.ประชา เพียงคนเดียว โดยไม่อภิปรายรวมไปถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ หรือ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ที่มีข่าวว่าติดร่างแหถูกจองกฐินอภิปรายในช่วงแรก
แน่นอนว่า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วม พล.ต.อ.ประชา เป็นผู้รับผิดชอบมีอำนาจเต็มในการเซ็นคำสั่งแต่งตั้งงานบริหาร งานนโยบาย ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่แวะเวียนเข้ามาใน ศปภ. รวมไปถึงนายกฯ ฝ่ายค้านชี้แจงยังไม่พบหลักฐานจังๆ เชื่อมโยงไปถึงความผิด
ทั้งเรื่องความล้มเหลวในการบริหารจัดการแก้ปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินสถานการณ์ เตรียมมาตรการรับมือน้ำท่วมทั้งน้ำเหนือ น้ำทุ่ง น้ำท่า น้ำท่อ การระบายน้ำไปทางฝั่งตะวันตก ตะวันออก ที่ไม่อาจบรรเทาความรุนแรงของน้ำที่ฝ่าแนวกั้นเข้ามาจ่อ กทม.ชั้นใน ไปจนถึงการเจรจากับมวลชนที่มาทำลายบิ๊กแบ็กในหลายจุด ที่ยกระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทุกอย่างผู้อำนวยการ ศปภ. ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
รวมถึงการบริหารจัดการแจกจ่ายถุงยังชีพ หรือความช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ ที่เป็นไปอย่างหลายมาตรฐาน มีการเอื้อให้พวกพ้อง คนพรรคเดียวกัน สีเดียวกัน เข้าถึงความช่วยเหลือได้มากกว่าพื้นที่อื่น จนเป็นเรื่องราวถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง
ไฮไลต์สำคัญอย่างการจัดซื้อ “ถุงยังชีพ” ที่กำลังจะกลายเป็น “ถุงปลิดชีพ” เงื่อนงำต่างๆ ที่ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เปิดประเด็น กำลังถูกขยายผลและนำไปสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการหลายชุด แม้แต่เพื่อไทยและกรมสอบสวนคดีพิเศษ
การจัดซื้อสินค้าช่วยผู้ประสบอุทกภัยของ ศปภ. ตั้งแต่ของเล็กอย่างสิ่งของที่ถูกบรรจุในถุงยังชีพ ที่ถูกนำมาชำแหละเรียงชิ้นว่าแพงเกินจริง ไปจนถึงเรือไฟเบอร์กลาสที่จัดซื้อสองครั้ง ครั้งแรกซื้อ 30 ลำ ลำละ 2.5 แสนบาท ที่จากการตรวจสอบพบว่า หากซื้อเรือไฟเบอร์กลาสติดเครื่อง ราคาเพียงแค่ 9 หมื่นบาท และครั้งที่สอง ศปภ.ได้จัดซื้อเรือ 100 ลำ ลำละ 1.98 แสนบาท ที่ถูกวิจารณ์ว่าเปราะบาง แตกง่าย และราคาจริงแค่ลำละ 6 หมื่นบาท
ความผิดปกติชัดเจนขึ้นเมื่อการจัดซื้อสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่ถุงยังชีพ เรือ ส้วมกระดาษ เหมือนจะผูกขาดถูกสั่งซื้อจาก หจก.พูนเจริญพาณิชย์ และบริษัท เติม คอร์ปอเรชั่น ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าทั้งสองบริษัทมีที่ตั้งอยู่ที่เดียวกัน
แม้เรื่องนี้จะพยายามปัดความรับผิดชอบตัดตอนให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ข้าราชการประจำ โดยเฉพาะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แต่ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ประชา ในฐานะผู้อำนวยการ ศปภ. ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
การโฟกัสเฉพาะ พล.ต.อ.ประชา นอกจากจะสามารถพุ่งเป้าสร้างน้ำหนักให้การอภิปรายแล้ว อีกด้านหนึ่งยังสามารถอภิปรายกระทบชิ่งไปถึง “ยิ่งลักษณ์” ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ดีกว่าการพุ่งเป้าอภิปรายยิ่งลักษณ์ตรงๆ ที่อาจกลายเป็นกระแสเห็นใจ กระแสสงสารตีกลับ การปล่อยให้สะดุดขาตัวเอง จากบรรดาความล้มเหลวในการบริหารงานจึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า
ที่สำคัญ การอภิปราย พล.ต.อ.ประชา ยังเปิดช่องให้อภิปรายแตะไปถึงทุกหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ทุกหน่วยงานที่มาบูรณาการร่วมกัน รวมไปถึงอาจพาดพิงเลยไปถึง พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษ ในฐานะ รมว.ยุติธรรม ขึ้นอยู่กับการระบุในการให้เหตุผลขอเปิดอภิปราย
การพ่วงถอดถอน สส.อีก 6 คน ทั้ง การุณ โหสกุล สุรชาติ เทียนทอง วรชัย เหมะ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย วิชาญ มีนชัยนันท์ และจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้ามาบริหารจัดการของช่วยเหลือผู้ประสบภัย ยิ่งทำให้เพื่อไทยต้องระส่ำระสายมากยิ่งขึ้น
ศึกซักฟอกครั้งนี้ แม้ไม่ได้คาดหวังถึงขั้นทำให้รัฐบาลล่มสลาย หรือการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีในทันทีทันควัน แต่อย่างน้อยก็เพิ่มแรงเสียดทานให้การบริหารงานของรัฐบาล ที่ถูกกระหน่ำด้วยเรื่องต่างๆ จนเสถียรภาพสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับปมร้อนใหม่อย่าง พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษ ที่กำลังจะเป็นระเบิดเวลาที่ใกล้จะเห็นผลในไม่ช้า







