
แถลงการณ์ถึง ยิ่งลักษณ์ อย่าออกกม.ให้พี่ชายพ้นผิด
ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อสารมวลชนทุกแขนงว่า วันที่ 15 พ.ย. 2554 ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อสารมวลชนทุกแขนงว่า วันที่ 15 พ.ย. 2554 ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานที่ประชุม ทำหน้าที่แทน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมและมีมติผ่านร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2554 ซึ่งตามรายงานข่าวมีเนื้อหาที่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแตกต่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษฉบับที่ผ่านมาดังนี้ 1.การกำหนดคุณสมบัติของผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ 2.การไม่ระบุระยะเวลาการเข้ารับโทษ 3.การตัดบัญชีลักษณะความผิดแนบท้ายว่าด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งประเด็นนี้คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นคัดค้านเอาไว้ จึงก่อให้เกิดความสงสัยแก่สังคมถึงเจตนาและความสุจริตในการกระทำดังกล่าว
กลุ่มสยามสามัคคีเห็นการกระทำของ ครม.ที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อสารมวลชนนั้น มีประเด็นที่สังคมควรได้รับคำตอบอย่างชัดเจนจาก ครม. ดังนี้ 1.เหตุใดต้องมีการประชุมลับ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวถือเป็นราชนิติประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาต่อเนื่องยาวนาน และเป็นประโยชน์ต่อสังคมและการบริหารงานยุติธรรม
2.เหตุใดต้องมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติ ระยะเวลาการรับโทษ การตัดบัญชีลักษณะความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งถือว่าเป็นการแทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ
3.การยกเลิกบัญชีลักษณะความผิดตามกฎหมายว่าด้วยทุจริตคอร์ชันจะเท่ากับว่า ครม.ชุดนี้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการทุจริตคอร์รัปชันและสร้างบรรทัดฐานว่าผู้กระทำความผิดจะไม่ต้องรับโทษใช่หรือไม่
4.หน้าที่ของรัฐ หน่วยงานรัฐ และประชาชน ต้องร่วมมือเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ มิใช่ผ่านร่าง พ.ร.ฎ.เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษ มิใช่ผ่าน พ.ร.ฎ.เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษทุกรูปแบบใช่หรือไม่
หลักการในการตรากฎหมายใดๆ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ มิใช่ประโยชน์เฉพาะบุคคล และจะต้องคำนึงถึงการยอมรับของประชาชน มิใช่การตรากฎหมายที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงต่อสังคม และที่สำคัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ได้บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตรา พ.ร.ฎ.โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และมาตรา 191 ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชทานอภัยโทษ
แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษนั้นเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นเป็นการสมควรหรือไม่ที่ ครม.จะนำเสนอร่างกฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งของสังคมอย่างรุนแรง ทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระมหากษัตริย์ในวาระอันเป็นมหามงคลอย่างยิ่ง การตรากฎหมายพระราชทานอภัยโทษในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาอันเป็นมหามงคลยิ่งเป็นทานบารมีและพระราชกุศลอันยิ่งใหญ่ จึงต้องไม่กระทำการใดอันเป็นกระทบกระเทือนต่อเบื้องพระยุคลบาท







