
ต้องดีไซน์ประเทศไทยใหม่
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวคิดการลงทุนสร้างอนาคตประเทศ เวลานี้ไทยต้องมองไปข้างหน้าอย่างน้อย 50 ปี หรือ 100 ปี ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราต้องใช้วิกฤตครั้งนี้ ReDesign ประเทศใหม่ทั้งหมด
อาคม ระบุว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนระบบการจัดการน้ำระยะยาวนั้น จำเป็นที่ไทยต้องมีการทบทวนและจัดทำแผนการใช้พื้นที่ของประเทศที่ชัดเจนอย่างน้อย 3 แผน คือ แผนผังเมือง แผนผังประเทศ และแผนผังการใช้ที่ดิน จากนั้นก็ค่อยๆ มาระดมความคิดเห็นและศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค
อาคม ระบุว่า ปัจจุบันไทยมี “Flood Way” ที่จะระบายน้ำลงทะเลอยู่แล้ว คือ แม่น้ำท่าจีนฝั่งตะวันตก และแม่น้ำบางปะกงฝั่งตะวันออก รวมทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่ไทยต้องมาพิจารณาร่วมกันว่า ฟลัดเวย์ที่มีอยู่ 3 แห่งนั้น เพียงพอหรือไม่ที่จะรองรับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มภาคกลางและกรุงเทพฯ
หากไม่เพียงพอ ไทยก็จะต้องมีการขุดคลองสายใหม่ขึ้นมาหรือไม่ ก็ต้องช่วยกันคิด
เพราะคลองสายใหม่แนวเหนือใต้ ต้องไม่ใช่แค่คลองที่มีไว้สำหรับส่งน้ำหรือระบายน้ำลงทะเลเท่านั้น แต่ต้องใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้คลองเพื่อขนส่ง พร้อมทั้งสร้างถนนมอเตอร์เวย์หรือถนนไฮเวย์ขนานแนวคลอง เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของประเทศไปในตัว
ขณะที่แนวคิดการทำฟลัดเวย์ ไม่ได้จำกัดว่าต้องพื้นที่เกษตรเท่านั้น แต่รัฐบาลสามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบถนนที่มีมาตรฐานสูงเพื่อเป็นทางน้ำผ่านในฤดูน้ำหลากก็ได้
เหมือนประเทศมาเลเซียที่มีการลงทุนสร้างถนนที่เป็นทางน้ำผ่าน โดยในหน้าแล้งก็เปิดให้รถยนต์วิ่งสัญจรกันตามปกติ แต่เมื่อฤดูน้ำหลากมาถึงก็ปิดถนนและใช้เป็นทางน้ำผ่านลงทะเล
หรือหากจะสร้างเส้นทางรถไฟคู่ขนานไปกับถนนที่ใช้เป็นฟลัดเวย์ ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจ ขณะที่การสร้างอุโมงค์น้ำผ่านใต้ดินก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้
ส่วนการปรับพื้นที่เกษตรกรรม เช่น พื้นที่นาเป็นทางผ่านของน้ำ รัฐบาลต้องมีระบบการให้เงินชดเชยที่เหมาะสมกับเจ้าของที่นาด้วย เพราะเขาเสียโอกาสที่จะทำนา เนื่องจากพื้นที่ถูกจัดให้เป็นทางรับน้ำหรือแก้มลิง ซึ่งทุกอย่างต้องมีการคิดและวางระบบให้สอดคล้องกัน
“ผังน้ำ ผังดิน ผังเมือง ต้องมีความชัดเจนก่อน เมื่อได้มาแล้วก็ต้องไปออกกฎหมายแต่ละเรื่อง หรือแก้กฎหมายเพิ่มเติมว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ให้มีการก่อสร้างชุมชน บ้านจัดสรร หรือทำเป็นเขตอุตสาหกรรม แต่ก็ต้องมีแรงจูงใจให้คนที่อยู่ที่เดิมย้ายออกด้วย” อาคม ย้ำ
อาคม ระบุว่า ข้อเสนอลงทุนระบบน้ำและวงเงินลงทุนเป็นหน้าที่ของ กยน.ที่จะศึกษาและเสนอให้ กยอ.พิจารณาลงทุน ซึ่งดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนสร้างอนาคตประเทศ เช่นเดียวกับการสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเลที่ระดับน้ำสูงขึ้นทุกปี
ในฐานะเลขานุการ กยอ. อาคม บอกว่า การทำงานของ กยอ.จะต้องคิดในกรอบกว้างกว่าเรื่องน้ำ เช่น ด้านอุตสาหกรรม เรื่องการเปิดพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรม และเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เนื่องจากศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่ามีศักยภาพรองรับการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมได้ เพราะเป็นพื้นที่สูง มีความเสี่ยงน้ำท่วมต่ำมาก และมีอยู่ระบบโลจิสติกส์ภูมิภาคอาเซียนพาดผ่าน คือ เส้นทาง “EastWest Corridor” ที่เชื่อมตั้งแต่พม่ากรุงเทพฯลาวฮานอย ที่จะเป็นฐานการค้าการส่งออกในภูมิภาคนี้ในอนาคต
อาคม มั่นใจว่า ประเทศไทยยังเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของญี่ปุ่น และญี่ปุ่นจะไม่ย้ายฐานการผลิตไปที่ไหน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่านิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาปทุมธานี จะถูกน้ำท่วมและสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท
เหตุผลสนับสนุนข้อคิดนี้มีอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งนั้น ญี่ปุ่นและบริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุนนานแล้ว หากมีการย้ายฐานการลงทุนจะมีต้นทุนที่สูงมาก และที่ผ่านมาโรงงานเหล่านี้สูญเสียรายได้จาการผลิตไปแล้ว 3 เดือน ทางเลือกของเขา คือ เร่งซ่อมแซมเครื่องจักรและให้โรงงานกลับมาผลิตโดยเร็วที่สุด
2.แม้อาเซียนหลายประเทศจะมีศักยภาพที่จะเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม เช่น เวียดนาม มาเลเซีย แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าญี่ปุ่นและบริษัทต่างประเทศที่ลงทุนในไทยเป็นเวลานาน ต้องใช้เวลานานมากที่จะฝึกอบรมแรงงานให้มีคุณภาพ คงไม่มีใครอยากไปฝึกแรงงานใหม่ที่มีต้นทุนสูง และจุดแข็งที่สำคัญของแรงงานไทย คือ ความมีวินัย
“การย้ายฐานการผลิตตอนนี้ ผมเชื่อว่าเขาไม่ทำ เขามีทางเดียวคือทำให้รายได้กลับคืนมาโดยเร็ว” อาคม กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนนโยบายเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่เพิ่มเติมจากฐานการผลิตในภาคกลาง รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการจูงใจด้วย เช่น กรณีการลงทุนใหม่หากลงทุนพื้นที่ตรงนี้เสี่ยง นักลงทุนจะต้องแบกรับต้นทุนเอง และรัฐบาลจะไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือเวลาเกิดน้ำท่วม
ขณะเดียวกันรัฐบาลอาจสร้างระบบที่ไม่จูงใจให้โรงงานตั้งในพื้นที่เสี่ยง เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่ หรือค่าธรรมเนียมการใช้ทางระบายน้ำของรัฐ เพื่อไม่จูงให้เขาอยู่
“คนลงทุนเก่าก็อยู่ไป คนใหม่ก็จะให้ย้ายไปลงทุนในพื้นที่อุตสาหกรรมที่เปิดใหม่” อาคม ระบุ
ถ้าเป็นแบบนี้ประเทศไปได้







