
หวั่นญี่ปุ่นหนีน้ำท่วมไทยเบนเข็มขยายฐานเวียดนาม-อินโดฯ
เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นทุกขณะว่าญี่ปุ่นคงไม่สามารถคงฐานการผลิตในประเทศไว้ได้มากเหมือนเดิมอีกต่อไป
เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นทุกขณะว่าญี่ปุ่นคงไม่สามารถคงฐานการผลิตในประเทศไว้ได้มากเหมือนเดิมอีกต่อไป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นทุกขณะว่าญี่ปุ่นคงไม่สามารถคงฐานการผลิตในประเทศไว้ได้มากเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อปัญหาเงินเยนแข็งค่ากำลังรุมเร้าสินค้า เมด อิน เจแปน อย่างหนักหน่วงขึ้น
จากการสำรวจของกระทรวง อุตสาหกรรม พาณิชย์และเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งเปิดเผยโดยเอเอฟพีพบว่ามีบริษัทผู้ผลิตขนาดใหญ่มากถึง 46% ที่ตัดสินใจจะย้ายฐานการผลิตออกจากญี่ปุ่นแน่ หากเงินเยนซึ่งปัจจุบันแข็งค่าอยู่ที่ 76 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ทะยานขึ้นไปแตะ 77 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เพราะเพียงแค่ 1 เยนที่แข็งค่าขึ้น ก็อาจหมายถึงกำไรที่หายวับไปถึงหมื่นล้านเยนสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ทว่าแนวโน้มการโยกย้ายฐานการผลิตออกจากญี่ปุ่นครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับประเทศไทยที่เป็นฐานลงทุนใหญ่ของญี่ปุ่นมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา
เพราะบทเรียนจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ที่จมโรงงานอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นกันถ้วนหน้า อาจทำให้เพื่อนบ้านอย่าง “อินโดนีเซีย” และ “เวียดนาม” คว้าโอกาสที่น่าจะเป็นของไทยไปได้ง่ายๆ และไม่ใช่เพียงเท่านี้ แต่ไทยอาจยังต้องเสียโอกาสที่โรงงานญี่ปุ่นในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง อาจหันไปขยายการลงทุนในประเทศเหล่านี้แทน
นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเครดิตอะกริโกล ประจำกรุงโตเกียว ได้วิเคราะห์ผ่านบลูมเบิร์กว่า บรรดาผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งต่างก็ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงครั้งใหญ่หลังเผชิญน้ำท่วม ซึ่งทำให้แผนการที่จะขยับขยายการลงทุนเพิ่มในไทยต้องถูกพับไว้ก่อน
แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นฐานการลงทุนในอุดมคติ ด้วยนโยบายที่ดึงดูดจากภาครัฐ แรงงานมีฝีมือราคาถูก และครบครันไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มากกว่าเพื่อนบ้านประเทศใดๆ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทว่า ปัญหาน้ำท่วมที่ยังไร้ทางออกแม้จะผ่านมานับเดือน ได้ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นเสียหายอย่างหนัก และมองเห็นความเสี่ยงชัดเจนของการกระจุกฐานการผลิตในไทย ที่ไม่มีมาตรการรับมือภัยพิบัติที่ดีพอ
โทรุ นิชิยามะ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยไดอิชิ ไลฟ์ เปิดเผยกับบลูมเบิร์กว่าอินโดนีเซียและเวียดนามดูจะเป็นตัวเลือกที่ดึงดูดนักลงทุนญี่ปุ่นได้มากขึ้น โดยยกเหตุผลที่ทั้งสองประเทศมีจำนวนประชากรมหาศาล และโดยเฉพาะอินโดนีเซียนั้นยังมีอุปสงค์ภายในที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยดึงดูดอีกจุดหนึ่งด้วย
คำกล่าวของนักวิเคราะห์ญี่ปุ่นทั้งสองรายนี้ คงไม่เกินจริงไปหากพบว่าในปี 2553 ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศต่างก็สามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ได้มากกว่าไทย โดยอินโดนีเซียมีการลงทุนตรงจากต่างประเทศทั้งหมดถึง 1.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนามมี 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ จากต่างประเทศได้เพียง 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำการลงทุนจากต่างชาติมาตลอดในรอบ 40 ปีมานี้ ต้องเผชิญปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา และถูกซ้ำเติมด้วยภัยทางธรรมชาติที่ไร้ซึ่งแผนการป้องกันและแผนการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่เพื่อนบ้านทั้งสองประเทศนี้มีเสถียรภาพและความต่อเนื่องทางนโยบายมากกว่ากันอย่างมาก
รอยเตอร์สระบุว่า อินโดนีเซียได้กลายเป็นจุดมุ่งหมายของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จากญี่ปุ่นและเหมืองแร่ เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง การเมืองมีเสถียรภาพอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีการขยายตัวของสังคมชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามมาด้วยการบริโภคภายในที่เพิ่มสูงขึ้น
ในไตรมาส 2 ของปี 2554 นี้ อินโดนีเซียสามารถดึงดูดเอฟดีไอได้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงขึ้นถึง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นำโดยการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่และเอฟดีไอในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ก็พุ่งไปเกินครึ่งจากที่ตั้งเป้าไว้ตลอดทั้งปีที่ 156 ล้านล้านรูเปียห์แล้ว โดยเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีการลงทุนเอฟดีไอทั้งหมดที่ 148 ล้านล้านรูเปียห์
ขณะที่เว็บไซต์ข่าวเวียดนามเน็ตได้ระบุว่า ปัจจัยอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น เมื่อเดือน มี.ค. รวมถึงเหตุน้ำท่วมใหญ่ในไทยและล่าสุดกับเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น การขึ้นค่าจ้างและการปรับนโยบายเรื่องที่ดินใหม่ในจีน กำลังเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติหันมาที่เวียดนามกันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตเครื่องจักรกล ซึ่งเวียดนามมุ่งจะพัฒนาด้านนี้เป็นพิเศษ
รายงานได้อ้างผลสำรวจของ นิกเกอิ เมื่อไม่นานมานี้ว่า นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นได้จัดให้เวียดนามอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชีย ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพทางการค้าในระยะยาว และอยู่ในอันดับ 3 ของศักยภาพทางการค้าระยะกลาง ขณะที่นักธุรกิจญี่ปุ่นกว่า 60% ยังมองว่าเวียดนามเป็นหมายเลข 1 ของประเทศที่น่าดึงดูดที่สุดต่อการเข้าไปตั้งฐานการผลิต
ขณะที่ศูนย์ส่งเสริมธุรกิจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ใน กทม. ระบุว่า การสอบถามเข้ามายังเจโทรเรื่องการลงทุนใหม่ๆ ลดลงถึงราว 30% เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
เรียกว่าในยามที่ไทยกำลังจมน้ำท่ามกลางความง่อนแง่นทางการเมืองไปพร้อมกัน ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศนี้ก็ยิ่งดูสุกปลั่งน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศนี้ก็มีจุดอ่อนสำคัญที่ยังตามหลังไทยอยู่มาก และเป็นจุดที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสำคัญไม่น้อยก็คือ โครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่เอื้อต่อการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งในจุดนี้นับว่ายังห่างชั้นจากไทย และเป็นประเด็นสำคัญที่สื่อใน 2 ประเทศดังกล่าวย้ำความสำคัญให้ต้องเร่งพัฒนามาโดยตลอด
ทว่า หากรัฐบาลไทยไร้ความสามารถในการวางแผนป้องกันภัยธรรมชาติ และไร้ความสามารถในการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ย่ำแย่ยิ่งกว่า และอาจทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นเปลี่ยนใจได้ในที่สุด







