
ญี่ปุ่นหนีน้ำตีจากไทยซบอินโดฯเวียดนาม
นักวิเคราะห์คาดน้ำท่วมทำนักลงทุนญี่ปุ่น เบรกแผนขยายการลงทุนในไทย เบนเข็มลงทุนอินโดนีเซียเวียดนามแทน
นักวิเคราะห์คาดน้ำท่วมทำนักลงทุนญี่ปุ่น เบรกแผนขยายการลงทุนในไทย เบนเข็มลงทุนอินโดนีเซียเวียดนามแทน
บลูมเบิร์กรายงานอ้างการวิเคราะห์ของนายทาคาฮิโระ เซคิโดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเครดิต อะกริโกล ในญี่ปุ่นว่า บรรดาบริษัทญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในไทย อาจตัดสินใจหันไปเพิ่มฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย หรือเวียดนามแทน หลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ จนกระทบต่อโรงงานผลิตจำนวนมากและสะเทือนถึงกระบวนการผลิตทั่วโลกไปด้วย
“บรรดาผู้บริหารได้ตระหนักถึงความเสี่ยงครั้งใหญ่หลังจากที่เผชิญน้ำท่วม ดังนั้นแนวโน้มเมื่อเร็วๆ นี้ที่จะขยายการลงทุนในไทยจึงต้องชะงักลง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยจะถือเป็นเป้าหมายการลงทุนในอุดมคติก็ตาม” นายเซคิโดะ กล่าว
ด้านนายโทรุ นิชิยามะ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยไดอิชิ ไลฟ์ ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ได้มาก กว่าไทยในปีที่แล้ว กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนญี่ปุ่นมากขึ้น โดยอินโดนีเซียซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน นำเข้ารถยนต์จากไทยมากถึง 2 แสนคันต่อปี
“อินโดนีเซียมีประชากรมหาศาลและมีอุปสงค์ภายในที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ขณะที่เวียดนามก็กำลังมีประชากรเพิ่มขึ้น” นิชิยามะ กล่าวพร้อมระบุด้วยว่า ทั้งสองประเทศมีสัดส่วนประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรในอาเซียนทั้งหมด 591 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม นายซูดีร์มาน มามาน รัสดี ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินโดนีเซีย มองว่า อินโดนีเซียยังต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้พร้อมมากกว่านี้ ก่อน อาทิ ถนน ระบบจ่ายไฟฟ้า ท่าเรือ และสนามบิน เพื่อให้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติก่อนหน้านี้ โยอิชิ ยาจิมะ ผู้แทนศูนย์ส่งเสริมธุรกิจ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า นิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย เป็นจุดเด่นที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งมาลงทุนในไทยได้ง่าย และไม่คิดว่าจะมีการโยกย้ายถอนการลงทุนของบริษัทใหญ่ๆ จากไทย







