
น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์....จะรอดไหม
บทความที่มีชื่อว่า “Thailand Flooding : Will Yingluck Survive?” ที่ลงในวารสาร World Politics Review
บทความที่มีชื่อว่า “Thailand Flooding : Will Yingluck Survive?” ที่ลงในวารสาร World Politics Review
โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์
เขียนโดย Guy Taylor แต่ที่สำคัญคือบทความนี้ได้รับข้อมูลจาก พอล แชมเบอร์ส นักวิจัยสถาบันเอเชียอาคเนย์เพื่อสากลศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ บทความเริ่มต้นที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ “อัมพาต” ทางเศรษฐกิจในปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของนายกฯ คนปัจจุบัน กับกลุ่มคนเสื้อเหลืองซึ่งอยู่ในบริเวณเมืองหลวง
บทความยังได้กล่าวต่อไปอีกถึงความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งเชื่อว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มคนเสื้อเหลือง และยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคคู่แข่งกับพรรคเพื่อไทยของนายกฯ หญิงอีกด้วย
จุดสำคัญของบทความนี้คือ แชมเบอร์ส ได้กล่าวถึงการที่นายกฯ หญิงพยายามแย่งชิงอำนาจจากผู้ว่าฯ กทม.ในการที่จะป้องกันอุทกภัย ซึ่งควรจะเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้พยายามที่จะใช้อำนาจเพื่อผลทางการเมือง ตัวอย่างเช่น การสั่งให้เปิดบานประตูพนังกั้นน้ำเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนทางการเมือง มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพมหานครมากขึ้น ซึ่งเป็นบริเวณที่ทราบกันดีว่าคนในย่านเมืองหลวงไม่ค่อยสนับสนุนและชอบต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์
แชมเบอร์ส ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ความตึงเครียดของความขัดแย้งเข้าสู่จุดสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง... เมื่อผู้ว่าฯ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ อ้างว่าเขามีอำนาจตามกฎหมายในการที่จะเปิดหรือปิดบานประตูพนังกั้นน้ำ นอกจากนั้นเขายังขู่ตำรวจนครบาลว่าจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำการปิดเปิดบานประตูพนังกั้นน้ำดังกล่าว ความขัดแย้งดังกล่าว...ดูเสมือนเป็นการโต้เทนนิสท้ายคอร์ตไปมา โดยมีผู้ชมเป็นประชาชนที่จมน้ำทำตาปริบๆ ดูการโต้วาทีไปมาของทั้งสองฝ่าย
ในมุมมองของ แชมเบอร์ส เขาคิดว่า...นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เธอคงต้องตกเป็นเป้าหมายสาธารณะในการถูกวิพากษ์วิจารณ์อันเกิดจากความโกรธของสาธารณชนที่ประสบภัยจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้
แชมเบอร์ส ยังเชื่อต่อไปว่า... ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกันถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แชมเบอร์ส อ้างว่า เขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีสองคนผู้ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ รัฐมนตรีทั้งสองเชื่อว่าจะต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน เพราะนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เองอาจจะไม่รอดจากการอภิปรายในครั้งนี้ โดยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจเป็น ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ อาจได้รับโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็ได้
หลายคนที่ได้อ่านบทความนี้... อาจมีความรู้สึกสะใจ... มีความรู้สึกว่าสมควรแล้ว... ในขณะที่อีกหลายคน... อาจมีความรู้สึกเห็นใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์... อาจมีความรู้สึกสงสาร... แต่ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอย่างใดก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ...การชิงไหวชิงพริบทางการเมืองยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น กทม.กับ ศปภ. คุณชายสุขุมพันธุ์กับอธิบดีกรมชลประทาน
นั่นยังไม่รวมถึงการออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิง “ตรวจสอบ” ของฝ่ายค้านที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง และการออกมาแก้ต่างในเชิง “ศอกกลับ” ของคนในพรรครัฐบาล
นอกจากนั้น หากมองไปถึง “ชุมชนน้ำขัง” ที่กระจุกตัวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณแนวบานประตูพนังกั้นน้ำ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามวลชนทะเลาะกัน...ต่อสู้กัน...และถึงขั้นทำร้ายกัน ก็ยิ่งดูเหมือนว่า “สังคมไทย” ...กำลังจะแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว
แต่คุณผู้อ่านครับ... ผมเองกลับมองในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ผมคิดว่า...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำนวนมากมาย ซึ่งดูเหมือนว่าสังคมไทยจะทะเลาะและแบ่งแยกกันอยู่ตลอดเวลา ผมมองว่าเป็นเพียงสีสันของ “สังคมไทย” ที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์และยังเป็นรูปแบบของประชาธิปไตย จึงไม่น่าตกอกตกใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้าย...เหมือนดั่งบทความข้างต้น
ผมมองว่า...คนไทยยังรักกันดีอยู่ แม้ว่าบางครั้งจะทะเลาะกันบ้าง...จะตีกันบ้าง...ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ผมเองกลับคิดว่าต่างชาติบางคน...หรืออาจจะเป็น “ฝรั่ง” บางคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ชอบทำตัวเป็น “กูรู” หรือ “กูรู้” เพื่อจะมาทำนายอนาคตของประเทศไทย “กูรู้” ประเภทนี้โดยทั่วไปจะมีความรู้ขนาด “หางอึ่ง” แต่พวกเขามักจะพยายามเบ่งตัวเองให้ใหญ่กว่า “มวลน้ำ” เสียอีก เพื่อพยายามส่งสัญญาณว่า “ครั้งนี้...เมืองไทยแย่แน่” เพื่อที่จะเรียกร้องให้คนหันมาสนใจเขา
บทความข้างต้นเป็นหนึ่งในบทความที่ผมคิดว่า “เวอร์” หรือ “เกินไป” ดังนั้นพวกเราคนไทยจึงต้องช่วยกันตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์กลับเพื่อให้เกิดความสมดุลในสังคมข่าวสารในปัจจุบัน
ประการที่สำคัญที่สุด ผมเอง...เชื่อมั่นในประเทศไทย...เชื่อมั่นในคนไทย เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนๆ พี่ๆ อีกหลายๆ คน ผมคิดว่า...หลังจากที่น้ำลดลงแล้ว ประเทศไทยจะกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมเสียอีก และเมื่อถึงเวลานั้น... คนที่เชื่อมั่นในประเทศไทย...และเชื่อมั่นในคนไทยเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้รับ “สิ่งดีๆ” กลับมาสู่ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
ทำให้นึกถึงคำพูดของ John D. Rockefeller มหาเศรษฐีที่เคยรวยที่สุดในโลก และเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมันที่ครั้งหนึ่งเคยใหญ่ที่สุดในโลก Standard Oil ได้กล่าวเกี่ยวกับ “โอกาส” ไว้ว่า “I always tried to turn every disaster into an opportunity” แปลตามความได้ว่า “ผมมักจะพยายามแปลงความหายนะทุกครั้งให้กลายเป็นโอกาส”
ดังนั้น...ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องเป็นผู้นำและเปลี่ยน “วิกฤต” ครั้งนี้ให้กลายเป็น “โอกาส” ให้ได้
แม้ว่าความสำเร็จในครั้งนี้...อาจจะต้องเดิมพันด้วยความอยู่รอดของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์”ก็ตาม







