
ภัยพิบัติ:ปัญหาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเตรียมรับมือ
จากปรากฏการณ์น้ำท่วมในเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย ต้องย้อนมามองว่าเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่างๆ
จากปรากฏการณ์น้ำท่วมในเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย ต้องย้อนมามองว่าเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่างๆ
โดย..วุฒิสาร ต้นไชย
ควรจะเป็นบทบาทและหน้าที่ของใคร?? รัฐบาล รัฐสภา ส่วนราชการ ชุมชน พรรคการเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือจะปล่อยให้ผู้ประสบภัยพยายามช่วยเหลือตัวเอง
แท้จริงคงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแต่ละหน่วยงานไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนใดก็ควรที่จะร่วมมือร่วมแรงใจกันในการแก้ไขปัญหาของชาติ เพราะถือว่า “เราล้วนเป็นสมาชิกของประเทศไทย ดังนั้นปัญหาของประเทศไทยก็ต้องช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหา”
ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีความใกล้ชิดกับปัญหาและความต้องการของประชาชน ควรจะเป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่ป้องกันแก้ไขปัญหาด้านภัยพิบัติในระดับพื้นที่
ทั้งนี้ จากประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมา หลายแห่งประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ป้องกันภัยพิบัติให้แก่ท้องถิ่นได้ อาทิ กรณีของเทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2548-2549 เคยน้ำท่วมรุนแรงมาก เศรษฐกิจเสียหายราว 250 ล้านบาท
จากความสูญเสียดังกล่าว เทศบาลจึงกลับมาพิจารณาถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน มีการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ รวมทั้งภาคเอกชนเพื่อทำงานภายใต้หลักคิด “ทุ่งสงบูรณาการ” ทำงานในลักษณะคณะทำงานร่วม
และจากบทเรียนและความสำเร็จขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเป็นเจ้าภาพหลักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ สามารถสรุปแนวทางการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดังนี้ ประการที่หนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องนิยามความหมายคำว่า “การบริการสาธารณะ” ให้กว้างกว่าความหมายที่ว่า การบริการสาธารณะคือการจัดบริการให้แก่ประชาชน
ประการที่สอง การทำหน้าที่ในเชิงรุก หมายถึง การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องรู้เท่าทันกับปรากฏการณ์ ความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น โดยการแสวงหาแหล่งข้อมูลและข้อมูลด้านต่างๆ ที่เชื่อถือได้ หลากหลายแหล่งข้อมูล และติดตาม เกาะติดสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชน ชุมชน กลุ่มและองค์กรชุมชนในความรับผิดชอบให้ทำหน้าที่เป็น “พลเมือง” และช่วยติดตาม ตรวจตรา สอดส่อง และช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยามปกติและในที่เกิดภัยพิบัติ
ประการที่สี่ ผังเมืองเป็นสิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญ เพราะการมีผังเมืองที่ดีเป็นเหมือนหนึ่งเกราะป้องกันภัย และเป็นทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหา อาทิ กรณีของปัญหาน้ำท่วม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางระบบคูน้ำ คันคลอง และระบบระบายน้ำในพื้นที่ใหม่ เป็นต้น
ประการที่ห้า เพื่อไม่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตระหนกต่อภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันเตรียมการตั้งรับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีการวางแผนป้องกันภัยพิบัติแต่ละรูปแบบเพื่อเป็นคู่มือในการตั้งรับและคู่มือปฏิบัติเมื่อภัยพิบัติอุบัติขึ้น และจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่
ประการที่หก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องแสวงหาความร่วมมือ หรือผนึกกำลังร่วมกับองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน ชุมชน กลุ่ม องค์กรชุมชน ส่วนราชการ และภาคธุรกิจเอกชนในการทำหน้าที่เป็น “กำลัง” ของเมือง โดยอาศัยรูปแบบการทำงานในหลากหลายรูปแบบ
ประการสุดท้าย ภายหลังเมื่อภัยพิบัติผ่านพ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องทำหน้าที่ในการฟื้นฟูและนำประชาชน ชุมชน เข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งทางร่างกายและภาวะจิตใจ ริเริ่มและสร้างกลไกเพื่อให้ประชาชน ชุมชน ได้สามารถคืนสู่สภาพความมั่นคงทางด้านจิตใจ สังคม ชีวิต และเศรษฐกิจ ดังเดิมหรือดีกว่าเดิม
ความน่ากลัวของภัยพิบัติไม่ได้อยู่แค่ความเสียหายหรือความสูญเสียที่เกิดขึ้น หากแต่ความน่ากลัวของภัยพิบัติอยู่ที่การไม่สามารถที่จะป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้ ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้ภัยพิบัติคุกคามประชาชนและท้องถิ่น โดยอธิบายว่า “เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ยากที่จะคาดเดาได้”







