
ปมทุจริตมหาดไทย ภูมิใจไทยส่อเค้าดับ
ข่าวคราวการทุจริตและความไม่ชอบมาพากลภายใน
“กระทรวงมหาดไทย” ที่ผุดให้เห็นเป็นดอกเห็ดขณะนี้ อาจกลายเป็น “จุดตาย” ทางการเมือง ของ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงของ “รัฐบาลมาร์ค” ก็ได้แม้ก่อนหน้านี้
“ภูมิใจไทย” จะสามารถลอยตัวกับข่าวความอื้อฉาวของโครงการต่างๆ ทั้งโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน โครงการถนนไร้ฝุ่น หรือแม้กระทั่งการบริหารงานในกระทรวงพาณิชย์ เช่น เรื่องการประมูลข้าว มันสำปะหลังได้สำเร็จ ท่ามกลางข้อครหาที่ไม่มีคำตอบแต่ตอนนี้ วันนี้ นาทีนี้ สถานการณ์ต่างๆ กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะความไม่ชอบมาพากลในกระทรวงคลองหลอดถูกแฉมากขึ้น ถี่ยิบรายวัน จนมีเสียงสะท้อนจากอดีตข้าราชการหลายคนว่า กระทรวงมหาดไทยยุคนี้ กลายเป็นดินแดนที่น่าสะพรึงกลัวของข้าราชการ และถึงจุด
“ตกต่ำสุดขีด” เพราะมีนักการเมืองติดทัณฑ์บนเข้ามา “ล้วงลูก” ทุกเม็ดทั้งนี้ หลังจาก
“ภูมิใจไทย” แท็กทีมเข้ามาบริหารกระทรวงครบ 1 ปี บทสรุปปรากฏการณ์ทุจริตเกิดขึ้น แยกย่อยหลายกรณี อาทิ1.เรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด เก้าอี้นายอำเภอ ตามสูตร 201710 โดยแบ่งเป็นเก้าอี้พ่อเมืองต้องจ่าย 20 ล้านบาท ถ้ารองผวจ.17 ล้านบาท นายอำเภอ 10 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดเผยของนายจาดุร อภิชาติบุตร หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวง และในฐานะนายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย ที่ออกมาระบุว่า มีการซื้อขายตำแหน่งจริงและได้ยินข่าวว่าตำแหน่งอธิบดีกรมที่เกี่ยวกับการสร้างทางราคาสูงถึง 300400 ล้านบาท
แม้ล่าสุดจะมีการแถลงข่าวจากผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ 21 ตำแหน่ง ปฏิเสธว่าไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง แต่ก็ไม่สามารถลบความเชื่อที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้ ว่าการซื้อขายตำแหน่งมีอยู่จริง เพียงแค่ไม่มีใบเสร็จให้เป็นหลักฐานเท่านั้น
2.เรื่องการทุจริตในการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ โดยพบว่าการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอประจำปี 2552 จำนวน 3 รุ่นเกือบ 300 คน มีข่าวว่ามีการเรียกเงินจากผู้เข้าสอบ ซึ่งเป็นปลัดอำเภอรายละ 5 แสน1 ล้านบาท มาจ่ายให้นักการเมืองใหญ่ ทำให้มีเด็กฝากกว่า 140 คน โดยอนุกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ และพบว่า ข้อสอบนักเรียนนายอำเภอรั่วไหลมีผู้ตอบข้อสอบเหมือนกันถึง 140 คน และมีผู้สอบนายอำเภอที่บุรีรัมย์ได้ถึง 17 คน ขณะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีผู้สอบได้เลย
ขณะที่การแต่งตั้งนายอำเภอที่เกิดขึ้นก็มีปัญหาโดยต้องใช้เวลาถึงเกือบ 5 เดือน ท่ามกลางข้อครหาถึงการผิดฝาผิดตัว คนที่อยู่ในบัญชีลำดับที่ 1 กลับได้อยู่ในอำเภอเล็กๆ ขณะที่คนที่ได้อันดับเกือบรองสุดท้าย กลับได้ย้ายไปอยู่ในพื้นที่เกรดดี ซึ่งนายอำเภอระดับผู้อำนวยการสูง (ระดับ 9 เดิม) ยังมีการแต่งตั้งที่ผิดหลักหนังสือเวียนสำนักงานข้าราชการและพลเรือน (ก.พ.) ที่ นร.0708.1/ว. 22 เช่น บางคนเป็นนายอำเภอระดับ 8 แค่ 2 ปี กลับได้รับการแต่งตั้งเป็นนายอำเภอระดับ 9 ขณะที่บางรายเป็นนายอำเภอ 8 มา 15 ปี กลับชวดตำแหน่งอย่างน่ากังขา และยังพบว่ามีการส่งคนของตัวเองเข้าไปเป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
3.การทุจริตโครงการจัดทำระบบให้บริการประชาชนทางด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ วงเงิน 3,490 ล้านบาท ที่การแก้ไขทีโออาร์เพื่อเอื้อให้กับบริษัทเอกชนบางรายตามใบสั่งของฝ่ายการเมือง แค่นั้นยังไม่พอยังมีการใช้อำนาจทางมิชอบสั่งย้ายข้าราชการที่ไม่ยอมทำตามคำสั่ง 15 คนรวด ให้ไปอยู่ต่างจังหวัด
นอกจากมีการแก้ไขสเปกโดยเฉพาะเครื่องพิมพ์บัตร ซึ่งมีการล็อกให้กับบริษัทตามใบสั่งของ
“น้องห้อยคนโต” บุรีรัมย์แล้ว ยังเมาอำนาจสั่งย้ายข้าราชการรวดเดียว 15 คน โดยอ้างว่า จังหวัดต่างๆ ขอตัวไปช่วยราชการ4.การทุจริตงบฯ ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินโดยเฉพาะงบฯ ภัยหนาวที่จังหวัดใช้เงินทดรองราชการได้ครั้งละ 1 ล้านบาท โดยมีการแก้เงื่อนไขใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี 2550 จากเดิมที่กำหนดให้อุณหภูมิจะต้องลดต่ำกว่า 15 องศา ติดต่อกัน 3 วัน โดยฝ่ายการเมืองผลักดันให้มีการแก้ไข โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อุณหภูมิลดต่ำกว่า 15 องศา ติดต่อกัน 3 วัน ผู้ว่าฯ ก็สามารถประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ภัยพิบัติได้
ซึ่งเรื่องนี้จึงเป็นที่มาของคำสั่ง
“ลึกลับ” ให้ผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด 34 จังหวัด ขอใช้งบฯ เพิ่มเติมเป็นหลายสิบล้านบาท รวมกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อไปซื้อผ้าห่ม แต่ปรากฏว่ากรมบัญชีกลางไม่อนุมัติ เพราะเห็นว่าขณะนี้เข้าสู่ฤดูแล้งแล้ว แต่กลับมีข่าวออกมาจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรว่า กำลังตรวจสอบการใช้งบประมาณภัยแล้งของปีงบประมาณ 2552 ซึ่งพบว่าในหลายจังหวัดใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้อง เพราะจ่ายให้เหมือนกันอำเภอละ 1 ล้านบาท โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่แท้จริง และบางรายยังมีการก่อสร้างที่ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ เช่นที่ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น5.เรื่องทุจริตอื่นๆ ที่กำลังรอการเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประมูลกล้องซีซีทีวี ด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังจับตามองว่ามีการเอื้อประโยชน์กับบริษัทเอกชนบางแห่งหรือไม่ รวมทั้งเรื่องการซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดและสารเสพติด อัลฟ่า 6 ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 542 เครื่อง วงเงินกว่า 382 ล้านบาท ทั้งที่มีผลการพิสูจน์จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแล้วว่าเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องอัลฟ่า 6 ไม่มีประสิทธิภาพและต้องยกเลิกการใช้ในเร็วๆ นี้
มินับถึงข้อครหาการล้วงลูกงบกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนงบอุดหนุนเฉพาะกิจ 1.2 หมื่นล้านบาท และงบยุทธศาสตร์ตามจังหวัด 2,999 ล้านบาท จนเป็นที่มาของการเด้งนายสุกิจ เจริญรัตนกุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ไปเป็นผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทยเมื่อปีที่แล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่
“ภูมิใจไทย” ต้องตอบสังคมให้ได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ เพราะคนที่จับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ที่พร้อมรับลูกในเรื่องนี้ทันที รอเพียง “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ได้ชี้แจงก่อน และประกาศว่าจะไม่มีการลูบหน้าปะจมูกแน่ เพราะกระทบกับขวัญกำลังใจของข้าราชการอย่างมากสัญญาณดังกล่าวเป็นที่จับตาอย่างยิ่งว่า นายกฯ จะใช้กฎเหล็ก 9 ข้ออีกจัดการกับการทุจริตในกระทรวงมหาดไทย เหมือนเช่นการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีสถานการณ์เรื่องคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาชิงพื้นที่ข่าว ปานนี้พรรคภูมิใจไทย อาจกระเด็นพ้นนาวารัฐบาลมาร์คไปแล้วก็ได้
แม้กระนั้นก็ตาม ถึงนาทีนี้
“เนวิน” คงกู้ภาพพรรคภูมิใจไทยลำบาก และยากที่จะเดินเกมต่อรองทางการเมืองกับมาร์คเหมือนอย่างเก่าก่อน แค่ประคับประคองไม่ให้ถูกปลดก็นับว่าบุญโขแล้ว






