
เศรษฐกิจโลกฟื้นแล้ว แต่ไฉนถึงไร้ความรู้สึก...?
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณหลายประการที่บ่งชี้ว่าโลกกำลังหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หลายประเทศเริ่มพบว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) มีการขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ล่าสุด คือ จีดีพีของไต้หวันและไทยที่ขยายตัวอย่างเหนือความคาดหมายช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว โดยในส่วนของไต้หวันขยายตัวถึง 9.2% สูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ไทยขยายตัวที่ 5.8% เมื่อเทียบปีต่อปี หลังจากติดลบมานานถึง 12 เดือน
ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นเหตุผลให้รัฐบาลต่างๆ ตัดสินใจชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อต้อนรับการฟื้นตัวอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ไม่เสมอไปที่สัญญาณทางเศรษฐกิจจะส่งผลด้านบวกต่อจิตวิทยาผู้บริโภคและนักลงทุน ความเชื่อมั่นที่ยังไม่กลับมา บวกกับความกังวลที่ยังค้างคาอยู่ จะฉุดรั้งให้เศรษฐกิจโลกไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง
ปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อจิตวิทยาของผู้บริโภคและนักลงทุนมีอยู่ไม่กี่ปัจจัย หนึ่งในนั้น คือ ความกังวลเกี่ยวกับภาวะการจ้างงาน และความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ภาคธุรกิจจะฟื้นตัวอย่างคึกคัก
แต่ดูเหมือนว่า ความกังวลทั้งสองประการจะ ยังไม่ฟื้นตัวตามดัชนีชี้วัดหลักๆ ทางเศรษฐกิจ
กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การนัดหยุดงานประท้วงของสหภาพนักบินของสายการบินลุฟต์ฮันซา หนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากหวั่นเกรงว่าทางสายการบินอาจปลดพนักงานครั้งใหญ่ การนัดหยุดงานครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2544 คาดว่ามูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 65 ล้านยูโร
ที่สำคัญก็คือ การนัดหยุดงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการฟื้นตัวของเยอรมนี มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของยุโรป
จะเห็นได้ว่า ความกังวลเกี่ยวกับภาวะการจ้างงาน ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจมหภาค และภาคธุรกิจ เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก
อีกตัวอย่างคือ การที่สหรัฐประกาศว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในความเป็นจริงเป็นการสิ้นสุดในทางเทคนิค ที่วัดกันด้วยตัวเลขล้วนๆ เพราะชาวสหรัฐยังตกงานถึง 15 ล้านคน
และที่สาหัสกว่านั้น นายเดวิด ไวส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ คาดว่า หากสหรัฐจะเพิ่มอัตราการจ้างงานที่สูญเสียไป อาจต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี
ความกังวลนี้จะยังผลให้ผู้บริโภคและนักลงทุนไม่กล้าใช้จ่ายหรือลงทุน และหากปราศจากการใช้จ่ายเศรษฐกิจจะเคลื่อนไหวด้วยตัวเองอีกครั้งได้อย่างไร? เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่สามารถพยุงภาวะการขยายตัวได้ตลอดไป
แม้ว่าผลการสำรวจโดยสมาคมเศรษฐกิจธุรกิจแห่งชาติ (NABE) ของสหรัฐจะพบว่า ภาคธุรกิจจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7.2% ในปีนี้ และจะเป็นตัวจักรสำคัญในการผลักดันภาวะเศรษฐกิจ แต่จากผลการสำรวจเดียวกันพบว่า ภาวะการจ้างงานกลับลดลงถึง 2 หมื่นตำแหน่ง ในช่วงเดือนม.ค.
ความขัดแย้งเหล่านี้เป็นผลมาจากความสับสนของภาคธุรกิจที่ยังไม่สามารถจับทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนได้
และแม้ว่าภาคธุรกิจจะใช้จ่ายมากขึ้น แต่เป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อหาอุปกรณ์สำนักงานและซอฟต์แวร์ อีกทั้งยังกลับลดต้นทุนด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการจ้างงาน แนวโน้มเช่นนี้จึงไม่อาจเรียกได้ว่า เป็นปัจจัยบวกได้อย่างเต็มปาก
ภาวะว่างงานรุนแรงที่เคยถีบตัวถึง 10% ยังผลให้ชาวอเมริกาใช้จ่ายน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยช่วงเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ระดับการใช้จ่ายปรับขึ้นมาเพียง 0.1% นับว่าน้อยที่สุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่อัตราการออมสูงขึ้น บ่งชี้ว่า ผู้บริโภคยังเลือกที่จะเก็บเงินแทนที่จะใช้จ่ายเพื่อผลักดันความเคลื่อนไหวของตลาด
ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาว่างงาน ยังส่งผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายทางการเงิน ดังจะเห็นได้จากเสียงคัดค้านต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งๆ ที่ภาวะว่างงานสูงถึง 9.5%
ไม่เฉพาะแต่ภาวะว่างงานเท่านั้น ที่กระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน เพราะแต่ละประเทศมีเงื่อนไขของปัญหาที่แตกต่างกันออกไป บางแห่งเงื่อนไขของปัญหามีความซับซ้อนถึงขั้นที่อาจฉุดให้กลับไปจมดิ่งในวิกฤตอีกครั้ง
ดังเช่น วิกฤตการเงินกรีซที่กระทบต่อเสถียรภาพต่อฐานะทางการเงินยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนาคตของเงินยูโร ความรุนแรงของปัญหานี้เห็นได้ชัดว่ากำลังบั่นทอนภาวะฟื้นตัวของยุโรป ถึงขนาดในบางประเทศ เช่น อังกฤษ มีกระแสเรียกร้องให้ลอยแพกรีซ ก่อนที่จะพากันล้มละลายไปทั้งภูมิภาค
ในสัปดาห์นี้ จะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ทั้งในสหรัฐและในยุโรป อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ตัวเลขจริงจะประกาศออกมา ตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ต่างให้ภาพด้านลบเกือบทั้งสิ้น
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐล่าสุดที่จะประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ก.พ.นี้ อาจปรับลงมาอยู่ที่ 55.0 จุด จากระดับเดิมที่ 55.39 จุด
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคของกลุ่มยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน 16 ประเทศ จะติดลบ 17 จุด จากที่เคยติดลบ 16 จุด
ตัวเลขคาดการณ์เหล่านี้สามารถยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า แม้เศรษฐกิจจะเริ่มกระเตื้องขึ้นมาในหลายๆ ภาค แต่ความรู้สึกและความเชื่อมั่นยังคงสั่นคลอน
มีแต่เพียงลมปากที่บอกต่อกันว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นแล้ว
ทั้งที่รู้สึกได้ยากจริงๆ...!







