
ชาวนาเดือดร้อนเพราะข้าวถูกทุบราคา?
...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ผมเชื่อว่าข้าวคงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของคนไทยมานมนานแล้ว ไม่งั้นพ่อขุนรามคำแหงคงไม่ทรงจารึกไว้ในหลักศิลาจารึกว่ากรุงสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวแน่ๆ
คนรุ่นหลังสงครามเหมือนผม ถูกบังคับให้ท่องจำจนจำได้ทุกวันนี้ว่าข้าว ไม้สัก ดีบุก และยางพาราเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย เรียงตามลำดับ
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ข้าวจะมิใช่สินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยเหมือนในอดีต แต่ข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่ผลิต 100% ในประเทศไทย ไม่ต้องสั่งชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาประกอบเหมือนสินค้าส่งออกบางประเภท เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถึงแม้มูลค่าการส่งออกจะดูสูง แต่ถ้าเอามูลค่าการนำเข้าชิ้นส่วนมาหักก็เหลือส่วนต่างที่เรียกว่า มูลค่าเพิ่มเพียง 1020% เท่านั้น ไม่เหมือนข้าวซึ่งยกเว้นค่าปุ๋ยแล้ว ที่เหลือนอกนั้นทำในประเทศไทยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น ข้าวจึงเป็นธัญพืชคู่บ้านคู่เมืองคู่กับคนไทยทุกยุคทุกสมัย และก็ยังคงเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศปีละกว่า 1.8 แสนล้านบาท
ไทยนั้นเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยสามารถส่งข้าวไปขายในตลาดโลกได้ปีละประมาณ 910 ล้านตัน จากปริมาณข้าวที่ขายกันทั่วโลกปีละประมาณ 3032 ล้านตัน หรือมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางการค้าข้าวในตลาดโลก
เพราะฉะนั้นปริมาณผลผลิตข้าวของไทยต่อปี ราคาข้าวของไทยทั้งที่เป็นราคาในประเทศและราคาส่งออกรวมทั้งนโยบายภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในการประกันราคาข้าวก็ดี นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลก็ดี สามารถสร้างแรงกระเพื่อมกระทบถึงราคาข้าวที่ค้าขายระดับโลกกันทั้งสิ้น เช่น ถ้าปีไหนฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล น้ำท่าบริบูรณ์ ตามคำทำนายของพระยาแรกนาก็พอคาดหมายได้ว่า ปริมาณข้าวจะเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาข้าวลดลง แต่ถ้าปีไหนฝนแล้ง เพลี้ยกระโดดระบาด ก็พอคาดหมายว่าปริมาณข้าวจะลดลง ทำให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง เดือดร้อนไปทั่วแผ่นดินอย่างที่ทราบกันดี
แต่สำหรับปีนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่กำลังเป็นข่าว คือในขณะที่คาดหมายว่าผลผลิตข้าวจะลดลง เพราะปัญหาเพลี้ยกระโดดระบาดในหลายจังหวัดที่ปลูกข้าวและแนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลกดูเหมือนจะอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะประเทศผู้บริโภคหลายประเทศมีความต้องการเพิ่มขึ้น แทนที่ราคาข้าวในประเทศจะสูงขึ้น แต่กลับปรากฏว่าราคาข้าวลดลงอย่างถล่มทลาย โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกในประเทศลดลงประมาณ 2,0003,000 บาทต่อตัน เปรียบเทียบระหว่างเดือน ธ.ค. ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน
สาเหตุทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะมีข่าวแพร่ออกไปทั่วโลกว่าไทยจะขายข้าวสารที่รัฐบาลถือไว้จำนวน 5 ล้านตัน ออกไปสู่ตลาดโลกประมาณ 2 ล้านตัน โดยจะเปิดประมูลขายรอบแรก วันที่ 22 ก.พ. 2553 ที่เพิ่งผ่านมาประมาณ 5 แสนตัน ประกอบกับมีข่าวว่าราคาที่จะขายนั้นอาจถูกกว่าราคาตลาด เพราะคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบปรับเพิ่มค่าเสื่อมคุณภาพข้าวจากเดิมที่คิดให้ 10 เหรียญสหรัฐต่อวัน มาเป็นอัตราร้อยละของราคาต่อตัน
พอข่าวนี้แพร่ออกไปทางสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น รอยเตอร์สและบลูมเบิร์ก ราคาข้าวที่ซื้อขายในอนาคตที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโกก็ตกลงถึงพื้น เพราะปริมาณการขายและอัตราค่าเสื่อมราคา ซึ่งเข้าใจกันลึกๆ ว่าเป็นเสมือนส่วนลดนั้นสูงผิดปกติ
นอกจากนั้น ราคาข้าวเปลือกในประเทศก็หัวทิ่มลงตามราคาข้าวสาร เพราะโรงสีเกรงว่าราคาข้าวจะตกลงไปอีก ก็ไปลดราคารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อน เพราะข้าวนาปรังกำลังจะออกสู่ตลาดตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ถ้าเกิดขายข้าวได้ต่ำกว่าเกวียนละ 8,0009,000 บาท ชาวนาก็จะขาดทุน เพราะจะได้รับค่าชดเชยจากรัฐบาลภายใต้โครงการประกันราคาข้าวน้อยกว่าผลขาดทุนจากการขายข้าวให้โรงสี เช่น ถ้ารัฐบาลประกันราคาไว้ที่ 1 หมื่นบาทต่อตัน โดยคำนวณส่วนต่างที่จะจ่ายไว้จากราคาอ้างอิงที่กำหนดทุก 15 วัน ถ้าเผอิญราคาอ้างอิงวันที่ 1 อยู่ที่ 9,500 บาท แต่ชาวนาขายข้าววันที่ 3 ได้ 7,000 บาท ชาวนาจะได้รับเงินชดเชยเพียง 500 บาท (1 หมื่น9,500 บาท) แต่ได้รับเงินค่าข้าวต่ำกว่าราคาอ้างอิงถึง 2,500 บาท เป็นอันว่าชาวนาจะได้รับเงินค่าข้าวจริงๆ เพียง 7,500 บาทเท่านั้น
ตรงนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้รองนายกรัฐมนตรี ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ต้องรีบออกมาชี้แจงว่าคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) นั้น มิได้เป็นผู้มีอำนาจพิจารณากำหนดจำนวนและปริมาณข้าวที่จะขาย แต่อยู่ในอำนาจของคณะทำงานระบายข้าวสาร ซึ่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธาน และอัตราค่าเสื่อมคุณภาพนั้นให้ใช้เพื่อคำนวณต้นทุนข้าวสารในคลังสินค้าของรัฐบาลเท่านั้น ห้ามไม่ให้นำไปใช้เป็นเหตุผลในการลดราคาขายข้าวให้พ่อค้าเป็นอันขาด
สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงว่าหลังการประมูลแล้วจะขายหรือไม่ อย่างไรนั้นคงไม่ใช่สาระที่สำคัญ แต่สาระสำคัญอยู่ที่ใครเป็นผู้ปล่อยข่าวที่ทำให้ราคาข้าวถูกทุบจนกระทบถึงชาวนา
โดยปกติแล้วในการค้าขายสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์หรือคอมโมติตีนั้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องพยายามเก็บความลับทั้งด้านปริมาณที่จะเสนอซื้อและราคาเสนอขาย รวมทั้งระยะเวลาที่จะซื้อหรือขายไว้อย่างเข้มงวด เพราะผู้ที่ทราบข้อมูลของอีกฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ นอกจากนั้นถ้าผู้ซื้อหรือผู้ขายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด ข้อมูลทุกชนิดที่หลุดออกมาย่อมมีผลทางจิตวิทยาทำให้ราคาสินค้าทั้งราคาส่งมอบทันที และราคาส่งมอบในอนาคตเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ อย่างที่บางคนใช้เป็นกลยุทธ์ในการปั่นตลาดหุ้นในบ้านเรา
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทุกครั้งก่อนที่จะมีการเปิดประมูลขายข้าวของรัฐบาลซึ่งจัดว่าเป็นผู้เล่นรายใหญ่มากของโลก เพราะมีข้าวถืออยู่ในสต๊อกถึง 20% ของปริมาณข้าวที่ค้าขายกับทั่วโลก คือถืออยู่ประมาณ 5 ล้านตัน จะมีข่าวแพร่ไปทั่วโลกว่ารัฐบาลไทยจะขายข้าวจำนวนเท่านั้นเท่านี้ จะขายเมื่อไร และแม้แต่จะขายราคาเท่าใด
ปรากฏการณ์นี้ทำให้ราคาข้าวในประเทศไม่มีเสถียรภาพ เพราะอาจถูกทุบได้ทุกขณะเปิดโอกาสให้มีการเก็งกำไรในตลาดคอมโมติตี ถ้าเผอิญใครทราบข้อมูลก่อนเช่นครั้งนี้ซึ่งจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม เมื่อมีข่าวออกไปว่ารัฐบาลไทยจะขายข้าวจำนวนมหาศาลในราคาที่ถูกผิดปกติเพราะหักค่าเสื่อมคุณภาพ ก็ทำให้ราคาข้าวเปลือกหัวทิ่ม ชาวนาเดือดร้อนขายข้าวไม่ได้ราคา และท้ายสุดรัฐบาลก็จะเดือดร้อนเพราะต้องจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนามากกว่าที่ควรจะเป็น







