
กรมชลฯ ยัน 5 ธ.ค. น้ำลง ชาวรังสิตฮือจ่อรื้อบิ๊กแบ็กเพิ่ม
ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.)
ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.)
ได้ข้อสรุปกรณีชาวบ้านรื้อคันบิ๊กแบ็กบนถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณตรงข้ามสนามบินดอนเมือง ว่า จะมีการปรับบิ๊กแบ็กเป็นฝายน้ำล้น ความกว้าง 10 เมตร แทน เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่เหนือคันกั้นน้ำ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นแนวทางออกที่ดีที่สุด และขอขอบคุณในความเสียสละของพี่น้องประชาชน มั่นใจว่าเมื่อไม่มีการรื้อบิ๊กแบ็กและไม่มีปัญหาในจุดใหม่อีก ทาง กทม.จะเร่งระบายน้ำท่วมให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ และถนนสายหลักจะกลับมาใช้งานได้ ยกเว้นตามตรอกซอกซอยที่ยังต้องใช้เวลา
ด้าน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการ ศปภ. กล่าวว่า ทาง ศปภ.และ กทม.จะระดมเจ้าหน้าที่ไปเก็บขยะให้ประชาชนในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากบิ๊กแบ็กและจะจัดอาหารอย่างดีไปแจกจ่ายให้ด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเกิดผิดพลาดในการสื่อสารเล็กน้อยเกี่ยวกับการส่งเอกสารไปให้ กทม.ดึกเกินไป
อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะทำงานจัดการน้ำในพื้นที่วิกฤต ศปภ. กล่าวว่า จากการวัดระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำคลองรังสิตที่ไหลเข้ามาเพิ่มในบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ลดลงวันละ 3 เซนติเมตร ขณะที่ระดับน้ำอยู่ที่ 3.30 เมตร ดังนั้นภายใน 10 วัน ระดับน้ำจะลดลง 30 เซนติเมตร จนน้ำอยู่ในระดับตลิ่ง
สำหรับการทำฝายน้ำล้นความกว้าง 10 เมตร แบ่งเป็น 5 เมตร เปิดเป็นช่องทางให้เรือผ่าน โดยจะวางบิ๊กแบ็กอยู่ด้านล่างให้เรือเข้าได้ และอีก 5 เมตร จะวางกระสอบทรายเล็กทำเป็นฝายน้ำล้น โดยจะนำบิ๊กแบ็ก 50 กระสอบ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่สนับสนุน 30 คน ไปดำเนินการ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พล.ต.อ.ประชา ได้กล่าวขอโทษ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ทันทีที่เริ่มประชุม ถึงสาเหตุที่ ศปภ.ส่งหนังสือด่วนไปยัง กทม.ในเวลา 22.00 น. ทำให้ทางผู้ว่าฯ กทม.ต้องออกมาแถลงข่าวด้วยท่าทีไม่พอใจ จากนั้นทาง กทม.ได้เสนอให้ ศปภ. รับไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ อาทิ ความเป็นอยู่ การเดินทาง ปัญหาน้ำเสีย การขาดอาหาร ซึ่ง ศปภ.ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลให้ทั่วถึง พร้อมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยเพิ่มโรงครัวในพื้นที่ดอนเมืองมากขึ้นด้วย
“หลัง พล.ต.อ.ประชา ได้ขอโทษ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็ทำให้บรรยากาศแฮปปี้เอนดิง เชื่อว่าจะทำให้การประสานงานระหว่าง กทม.กับ ศปภ.ไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก” แหล่งข่าวระบุ
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ประชุมได้ข้อสรุปข้างต้น ทาง กทม.ระบุว่า ระดับน้ำด้านนอกและในคันกั้นน้ำบิ๊กแบ็กต่างกัน 15 เซนติเมตร จากเดิม 23 เซนติเมตร ด้านนอกสูง 93 เซนติเมตร และด้านใน 70 เซนติเมตร ผลการรื้อบิ๊กแบ็กทำให้น้ำในคลองเปรมประชากรสูงขึ้น 2 เซนติเมตร หากไม่สามารถสกัดน้ำที่ไหลเติมมาได้น้ำจะไหลเข้าถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพหลโยธิน ไปถึงห้าแยกลาดพร้าว และหากคลองบางซื่อเอาไม่อยู่ น้ำอาจเข้าท่วมพื้นที่เขตราชเทวีได้
ทั้งนี้ มีข้อเสนอ 3 ประเด็น เข้าที่ประชุม 1.ถ้าน้ำใน กทม.ลดลง และการเปิดคันบิ๊กแบ็กไม่ส่งผลกระทบจะให้เปิดต่อไป 2.หากเปิดบิ๊กแบ็กแล้วส่งผลให้ กทม.ชั้นในน้ำท่วม ชาวดอนเมืองจะยอมให้มีคันบิ๊กแบ็กต่อไปในลักษณะฝายน้ำล้นเพื่อช่วยระบายน้ำเสียออก และ 3.หากยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเปิดคันเหมาะสมหรือไม่ จะให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างสำนักการระบายน้ำและชาวดอนเมือง
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 พ.ย. กทม.ได้ประกาศอพยพประชาชนริมคลองบางซื่อ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ซอยอินทามระฝั่งซ้าย (เลขคี่) ตั้งแต่ซอยอินทามระ 131 ซอยประดิพัทธ์ ฝั่งซ้าย (เลขคี่) ตั้งแต่ซอยประดิพัทธ์ 125 และซอยพหลโยธิน 15 (ซอยวัดไผ่ตัน) หลังปริมาณน้ำในคลองบางซื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ได้แจ้งเตือนสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนคลองทับช้างล่าง ชุมชนบ้านม้าเกาะล่าง และชุมชนเคหะนคร (เคหะธานี 4) เนื่องจากระดับน้ำในคลองทับช้างล่าง และคลองลาดบัวขาวได้เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดีในเวลาถัดมาทางทีมโฆษก กทม. ได้แจ้งว่า ขอยกเลิกประกาศดังกล่าวอ้างว่าข้อมูลผิดพลาด
ด้าน วีระ วงศ์แสงนาค ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ศปภ. เปิดเผยว่า ภายใน 2 สัปดาห์ สถานการณ์น้ำท่วมขังจะดีขึ้น ในภาพรวมปัจจัยสนับสนุนการแก้ปัญหาดีขึ้น เช่น เครื่องสูบน้ำกรมชลประทานมีจำนวนมากพอต่อความต้องการสูบน้ำ สถานการณ์น้ำทะเลหนุนดีขึ้น เนื่องจากไม่มีมรสุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาสมทบ รวมถึงน้ำที่ไหลบ่าทั้งที่มาจากน้ำล้นตลิ่งและน้ำค้างทุ่งเริ่มเดินทางไปปลายทาง คือจุดสูบน้ำระบายออกสู่แม่น้ำและอ่าวไทย
ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้กรมชลประทานมีเครื่องสูบน้ำถาวรและเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ทางด้านฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยารวม 660 เครื่อง สูบน้ำออกสู่ทะเลได้วันละประมาณ 123 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นพื้นที่ตะวันตกมีเครื่องสูบน้ำ 336 เครื่อง เป็นเครื่องติดตั้งถาวร 171 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่อีก 165 เครื่อง สูบน้ำได้วันละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม. ด้านตะวันออกมี 324 เครื่อง เป็นเครื่องสูบน้ำถาวร 216 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 108 เครื่อง สูบน้ำได้วันละประมาณ 43 ล้าน ลบ.ม.
สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปริมาณน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวม 2,700 ล้าน ลบ.ม. ฝั่งตะวันออกมีปริมาณน้ำ 6,700 ล้าน ลบ.ม. หากมีการระบายน้ำได้ตามแผนที่วางไว้ และลบจากปริมาณน้ำค้างทุ่งที่จะต้องเหลือไว้ทำนาประมาณ 1,000–2,000 ล้าน ลบ.ม.ทั่วประเทศ ก็คาดว่า ก่อนวันที่ 5 ธ.ค.ปริมาณน้ำทั้งหมดจะเริ่มกลับสู่ลำน้ำ และในบางพื้นที่สามารถสัญจรได้ปกติประมาณกลางเดือน ธ.ค.แน่นอน
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเย็นวันที่ 14 พ.ย. ปกรณ์ภัทร ทิพย์เอื้อตระกูล ประธานชมรมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 พ.ย. เวลา 16.00 น. จะนำประชาชนชาวรังสิต จำนวน 800-900 คน มารื้อแนวบิ๊กแบ็กทั้ง 2 ฝั่งถนนวิภาวดีรังสิต เบื้องต้นได้ประสานกับแกนนำชุมชนรัตนโกสินทร์ 200 ปี ชุมชนตลาดสี่มุมเมือง ชุมชนรังสิต และได้รับการตอบรับแล้วว่าจะเข้ารื้อบิ๊กแบ็ก
“เปิด 6 เมตร ยังไม่พอ มันต้องเปิดให้หมด เพราะพอเปิดแล้วสามารถทำให้น้ำรังสิตลด 5 เซนติเมตร” ปกรณ์ภัทร ระบุ
ปกรณ์ภัทร กล่าวว่า ขอให้กำลังใจชาวดอนเมืองที่ต่อสู้เพื่อรื้อบิ๊กแบ็ก ซึ่งถือว่าทำถูกต้อง นั่นเพราะ กทม.ไม่มีสิทธิกักน้ำจนทำให้รังสิตจม ยืนยันว่าอำนาจไม่ได้อยู่กับนักการเมือง แต่อยู่ที่ประชาชน ดังนั้นควรให้ประชาชนจัดการกันเอง
“ถึงมีเจ้าหน้าที่อยู่เราก็ไม่กลัว ติดคุกก็ต้องติด พอเสร็จเรื่องแล้วเราจะไปร่วมฟ้องศาลปกครองด้วย” ปกรณ์ภัทร กล่าว
ขณะที่ ศักดิ์ชัย ทองวัฒนา ประธานชมรมคนรักเมืองเอก หมู่บ้านเมืองเอก ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีบ้านอยู่ในเมืองเอก ประมาณการว่า หากมีบิ๊กแบ็กวางขวางน้ำอีกประมาณ 2 เดือน น้ำถึงจะลด โดยคำนวณน้ำด้านเหนือมีประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม. หากระบายไปทางตะวันออกวันละ 15 ล้าน ลบ.ม. ด้านตะวันตก 30 ล้าน ลบ.ม. ไปตามธรรมชาติเดือนเศษๆ ก็จะหมด แต่เมื่อบิ๊กแบ็กขวางไว้ น้ำก็ชะลอตัวและยกระดับสูงขึ้นถึง 1.30 เมตร ชาวบ้านอยู่กันไม่ได้ ทางด้านใต้บิ๊กแบ็กน้ำก็ลดลง 10 เซนติเมตรเท่านั้น ส่วนด้านเหนือบิ๊กแบ็กกลับยกตัวสูงขึ้นอีก 20 เซนติเมตร
“หมู่บ้านเมืองเอกมี 2,000 ครัวเรือน 4,500 ไร่ 7.2 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 2 เมตร เท่ากับมีปริมาณน้ำในหมู่บ้าน 14.2 ล้าน ลบ.ม. จะต้องสูบออกวันละ 1 ล้าน ลบ.ม. ใช้เวลา 2 เดือน ถึงจะหมด” ศักดิ์ชัย ระบุ
ธีรวุฒิ กลิ่นกุสุม นายกเทศมนตรีเทศบาลนครรังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ระบุว่า การรื้อแนวบิ๊กแบ็กได้ส่งผลให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลนครรังสิตลดลง 3 เซนติเมตร จากเดิมที่อยู่ระดับทรงๆ ขณะนี้บริเวณหน้าเทศบาลนครรังสิตน้ำยังท่วมขัง 50 เซนติเมตร
ด้าน ทินกร จรรยา ผู้ประสานงานเครือข่าย 20 ชุมชน ย่านแขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กล่าวก่อนที่ ศปภ.จะได้ข้อสรุปกับ กทม.ว่า ชาวบ้านรื้อแนวกั้นบิ๊กแบ็กไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้รื้อโดยวิสาสะ แต่ การุณ โหสกุล สส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ได้ประสานผู้บังคับบัญชาว่าให้ไฟเขียวมา
“ไม่เช่นนั้นผมคนแรกคงถูกจับไปแล้ว เมื่อคืนคุณเก่งชี้ที่หน้างานเองว่าเอาบิ๊กแบ็กตรงไหนออกได้” ทินกร กล่าว







