
ภัยใหม่ธุรกิจ!!รัฐตัดสินใจผิดพลาด
มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นมานานหลายเดือนและสร้างความเดือดร้อนในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นมานานหลายเดือนและสร้างความเดือดร้อนในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางการบริหารและการจัดการน้ำที่ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้งของรัฐบาล และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มั่นใจว่าน้ำจะท่วมลุกลามเข้าใจกลางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต่อหรือไม่ และน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นจะอยู่คู่กับการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยอีกนานเพียงใด ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายจากนักลงทุนต่างประเทศ
มารุต แสงศาสตรา ผู้ช่วยเลขานุการบริษัทและผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไดนาสตี้ เซรามิค ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องรายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ เปิดเผยถึงการนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุนต่างประเทศที่ประเทศอังกฤษว่า ทำให้บริษัททราบว่า เรื่องน้ำท่วมมีผลกระทบกับความเชื่อมั่นการลงทุนของประเทศไทยมากกว่าที่คาดไว้
ดังนั้น บริษัทจึงนำเรื่องนโยบายการ บริหารงานของรัฐเพิ่มเป็นประเด็นความเสี่ยงในการบริหารธุรกิจเพิ่ม จากปัจจุบันให้น้ำหนักเรื่องราคาก๊าซธรรมชาติและภัยพิบัติธรรมชาติเท่านั้น
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังแนะนำว่าประเทศไทยน่าจะมีการทำประกันที่เรียกร้องความเสียหายจากรัฐบาลได้
“น้ำท่วมอาจจะกระทบความเชื่อมั่นของประเทศ แต่บริษัทก็มองว่านักลงทุนต่างชาติจะสนใจการดำเนินงานเป็นรายบริษัทด้วย บริษัทก็ต้องพึ่งตัวเองโดยการปรับกลยุทธ์งานให้สอดคล้องกับเหตุการณ์หรือนโยบายที่เปลี่ยนแปลงเสมอ”
ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโซนภาคกลาง บริษัทก็ออกโปรโมชันต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดในสาขาที่ไม่โดนน้ำท่วม หรือการที่รัฐบอกว่าน้ำจะท่วมพระราม 2 ทำให้การขนส่งภาคใต้หยุด แต่ปัจจุบันก็ส่งสินค้าไปยังสาขาภาคใต้จนเต็มสต๊อก หรือขยายช่องทางไปต่างประเทศเพิ่มแทน
หรือแม้กระทั่งบริษัทยอมปรับขึ้นรายได้ให้พนักงานตามนโยบายรัฐเป็น 300 บาท ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาทต่อเดือน ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนลดพนักงาน 5% ต่อปี หากพนักงานไม่ผ่านการประเมินหรือเมื่อกระทำความผิดก็จะไม่รับเพิ่ม บริษัทเพิ่มกลยุทธ์เหล่านี้จากปกติที่มีนโยบายรับประกันสินค้าได้
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ความเสี่ยงมหภาค ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ปัจจัยความเสี่ยงจากปัญหาอุทกภัยที่รุนแรงขึ้น จะส่งผลให้ในระยะยาวการทำธุรกิจในไทยมีต้นทุนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากต้นทุนด้านการป้องกันความเสียหายและการประกันภัย นอกจากเหนือจากความเสี่ยงเดิมอย่างเช่นเรื่องความผันผวนของราคาและอัคคีภัย โดยมีปัจจัยด้านการบริหารจัดการของภาครัฐ เป็นตัวกำหนดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด
“ในระยะต่อไปธุรกิจจะต้องนำปัจจัย2 อย่างนี้ มาพิจารณาเพื่อวางแผนธุรกิจด้วย ต้นทุนทางธุรกิจจะเพิ่มขึ้นแน่นอนโดยเฉพาะหากมีที่ตั้งอยู่ในเส้นทางน้ำผ่าน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ว่าการสร้างความมั่นใจ ซึ่งภาครัฐต้องมีแผนหรือแนวทางการป้องกันในระยะยาวที่ชัดเจน” เบญจรงค์ กล่าว
วิบูลย์ กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน ให้ความเห็นว่า ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของบริษัท คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและภัยธรรมชาติ
กรณีน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าเป็นเรื่องของอุทกภัย ที่นักธุรกิจจะต้องมีการซื้อประกันภัยกรณีเกรงว่าจะมีความเสี่ยงในเรื่องนี้
สำหรับกรณีที่น้ำท่วมประเทศไทย มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกิดจากบริหารจัดการเก็บกักและปล่อยน้ำผิดพลาด เป็นเรื่องที่ยากต่อการตัดสินใจ เพราะการกักน้ำไว้ใช้ทำนา เพราะเกรงว่าฝนแล้ง ต้องเสี่ยงต่อน้ำท่วม ก็ต้องยอมรับความเสี่ยง แต่ควรมีการบริหารจัดการน้ำขั้นต่อไป คือ ระบายน้ำออกให้เร็วที่สุดคือหาที่รับน้ำ
วีระยุทธ กิตะพาณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี กล่าวว่า การบริหารจัดการของรัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องประเมินในทางธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญเช่นกัน ถึงแม้จะน้อยกว่าเรื่องศักยภาพในการแข่งขันก็ตาม
“เรามีการประเมินเรื่องการเมืองทุกปี ถ้าเห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อยอดขายก็จะเตรียมวางแผนรับมือ เช่น ลดการพึ่งพิงยอดขายในประเทศและหันไปส่งออกแทน หรืออาจจะต้องชะลอแผนลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนก่อน ทำให้ที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบจากการเมืองไม่มาก” วีระยุทธ กล่าว
สมยศ ฐิติสุริยารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี คาดว่า จะสามารถรับมือไหวกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างภัยธรรมชาติ และการต่อต้านเรื่องถ่านหินกับของชุมชนที่ใกล้โรงงานได้ เพราะที่ผ่านมาบริษัทมีการทำความสัมพันธ์กับชุมชนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด







