
ปลาวาฬ-กทม.-ศปภ.ใครเก่งที่สุด?
หากจะเปรียบเทียบหนังการ์ตูน “ปลาวาฬ” กับการทำงานของ กทม. และ ศปภ.แล้ว เรามาดูกันหน่อยว่า...ใครเก่งที่สุด?
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม [email protected] / www.thaigoodgovernance.org
สัปดาห์ก่อน หัวสมองผมแทบจะระเบิดออกมา มีอาการวิงเวียนศีรษะ แต่ไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ค่ำวันหนึ่งผมก็ดูโทรทัศน์เพื่อติดตามเหตุการณ์น้ำท่วมตามปกติ และก็ได้ดูหนังการ์ตูนเรื่อง “รู้สู้ Flood” (ดูในยูทูบได้) ที่สะท้อนให้เห็นถึง..ตัวผมเอง ผมสะใจกับประโยคที่ว่า “ทีนี้..ยังไม่ทันที่น้ำจะท่วม.. ก็โดนข้อมูลท่วมเสียก่อน” หลังจากดูหนังการ์ตูนเรื่องนี้ก็ทำให้อาการต่างๆ ดูจะดีขึ้น และค้นพบว่า..ก่อนหน้านี้ตัวเองก็ตกอยู่ในภาวะที่ “ขาดสติ” เพราะมัวแต่หมกมุ่นหาข้อมูลว่า “บ้านตัวเอง..จะท่วมเมื่อไร” ในการ์ตูนเรื่องนี้ได้เล่าว่าจะมีมวลน้ำที่ต้องไหลผ่านลงมาสู่ทะเลสูงถึง 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเทียบเท่าได้กับปลาวาฬสีน้ำเงิน 50 ล้านตัว ผมจึงขออนุญาตเรียกหนังการ์ตูนเรื่องนี้ว่า “ปลาวาฬ” ซึ่งหากจะเปรียบเทียบหนังการ์ตูน “ปลาวาฬ” กับการทำงานของ กทม. และ ศปภ. (ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม) แล้ว เรามาดูกันหน่อยว่า...ใครเก่งที่สุด ?
1.ทางด้านความ “มีสติ”
ดูเหมือนว่า ศปภ.จะไม่ค่อยสามารถควบคุมสติได้ซักเท่าไร นับตั้งแต่รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ออกมาให้ประชาชนอพยพโดยด่วนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา จนทำให้ชาวบ้านแตกตื่นไปทั่ว แต่หลังจากนั้นเพียง 10 นาที..เพื่อนๆ ใน ศปภ. ก็ต้องออกมาช่วยกันแก้เกี้ยวว่าเหตุการณ์ยังควบคุมได้อยู่ นอกจากนั้นการให้มีโฆษกจำนวนมาก..นักวิชาการอีกเป็นโขยงมาออกทีวีเพื่ออธิบายเหตุการณ์น้ำท่วม จนชาวบ้านฟังแล้ว..ต้องบ่นกับตัวเองว่า “สรุปแล้ว..เอ็งจะให้กูทำอะไร?” ด้วยอาการเหมือน “สติแตก” ดังกล่าว ในข้อนี้ ศปภ. จึงได้ที่โหล่ไป
กทม. พยายามฉายภาพ “คุณชาย” ในฐานะผู้ว่าฯ ซึ่งก็ดีในแง่ทำให้คนไม่สับสน พร้อมกับรองผู้ว่าฯ ดร.ธีระชน ก็ให้ข้อมูลในแง่วิชาการ แต่ทั้งสองคนก็ดูเหมือนมีอาการ “น็อตหลุด” หลายครั้ง โดยทั้งสองมักจะเอาหลักฐานมาฟ้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นถุงกระดาษที่รัฐบาลให้เพื่อมาใส่ทราย หรือการที่รองผู้ว่าฯ พูดถึงปัญหาบานประตูระบายน้ำ และพูดต่อว่า “ผมว่าประชาชนคงทราบครับว่า..ใครมีอำนาจวาสนาขนาดนั้น?” คนฟังก็เลยงงว่า..รองผู้ว่าฯ กำลังด่าใครอยู่หรือเปล่า สรุปว่าบางครั้ง กทม. ก็ควบคุม “สติ”ไม่ได้เช่นกัน แต่อาจจะแสดงออกมาน้อยกว่า ศปภ. จึงควรได้ที่ 2 ไป
“ปลาวาฬ” ในหนังการ์ตูนเรื่องนี้ ตัวเอกจะเป็นตัวการ์ตูนรูปคนที่มีใบหน้าเขียนว่า “สติ” ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของหนังการ์ตูนเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้..ผมเองจึงขอยกตำแหน่งที่ 1 ให้กับ “ปลาวาฬ”ไปครับ
2.ความสามารถในการรวบรวมทรัพยากร
“ปลาวาฬ” นั้นมีคนช่วยกันสร้างหนังการ์ตูนเรื่องนี้เพียง 6-7 คน โดยประกอบไปด้วย คุณปิง-เกรียงไกร นิรธรรมพร และคุณอู๋-ธวัชชัย แสงธรรมชัย กับเพื่อนก๊วนนิเทศศาสตร์ จึงนับได้ว่าทรัพยากรน้อยมาก จึงควรจะเป็นที่โหล่ในเรื่องนี้
กทม. มีเจ้าหน้าที่ กทม. เป็นจำนวนมากและยังได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่าง เช่น การก่อกำแพงกระสอบทรายตามแนวคลองหกวาที่ยาวถึง 6 กิโลเมตร ภายในไม่กี่วัน จึงนับได้ว่าสมควรได้ตำแหน่งที่ 2 ในเรื่องการรวบรวมทรัพยากร
ศปภ. ได้ขอบริจาคข้าวของมาไว้ที่สนามบินดอนเมืองเป็นจำนวนมาก ประกาศหาคนมาช่วยแพ็คของอีกมโหฬาร..แต่ก็ยังแพ็คของไม่หมด ปรากฏว่าหลังจาก ศปภ. ย้ายไป มีของบริจาคจมน้ำเป็นจำนวนมาก แต่คนใน ศปภ. กลับออกมาชี้แจงว่า “เป็นเสื้อผ้าเก่าที่อาจไม่เหมาะกับการนำไปมอบให้กับผู้ประสบภัย” จึงนับได้ว่า ศปภ. เก่งมาก เพราะประชาชนจำนวนมากช่วยกันแพ็คของแทบตาย..ก็ยังไม่เสร็จเลย แต่ ศปภ. กลับมีคนมาตรวจคุณภาพของเสื้อผ้าว่าเหมาะสมหรือไม่ ราวกับปาฏิหาริย์ภายในชั่วข้ามคืน..ศปภ. ก็แยกแยะได้ว่าเสื้อผ้าตัวไหนดี และตัวไหนไม่ดีก็ปล่อยให้จมน้ำไป ศปภ. จึงควรได้ที่ 1 ในเรื่องนี้
3.ความสามารถในการ “เตือนภัย”
“ปลาวาฬ” เท่าที่เห็นจนถึงขณะนี้มีเพียง 3 ตอน และทุกตอนก็ให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำท่วมและการสู้กับน้ำท่วม แต่ไม่มีตอนใดที่พูดถึงการเตือนภัยเลย “ปลาวาฬ” จึงมาที่โหล่อีกครั้งหนึ่ง
ศปภ. หลังจากที่ออกสัญญาณ “เตือนภัย” ให้คนแตกตื่นเป็นพิธีตามที่กล่าวแล้วในข้อ 1 ศปภ.ก็ระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่งในการให้สัญญาณเตือนภัย จึงถือได้ว่ามีผลงานไม่มากนัก จึงได้ตำแหน่งที่ 2 ไป
กทม. ออกสัญญาณ “เตือนภัย” เป็นประจำ คุณชายเองก็ออกมาให้สัญญาณด้วยตัวเองอยู่บ่อยครั้ง คุณชายมักใช้คำว่า “ขอให้อพยพ” แต่สีหน้าและน้ำเสียงของคุณชายก็แปรเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ วันไหนอารมณ์ดี..สีหน้าและน้ำเสียงก็เฉยๆ วันไหนซีเรียส..สีหน้าและน้ำเสียงก็คล้ายๆ จะบอกว่า “ถ้าเอ็งไม่ย้ายออกมา..เอ็งตายแน่” ชาวบ้านเลยงง..ทำตัวไม่ถูก กทม.จึงคว้าที่ 1 ไปในเรื่องนี้
4.โครงการฟื้นฟู..หลังน้ำท่วม
“ปลาวาฬ” นั้นเกิดจากอาสาสมัครที่อยากจะช่วยเพื่อนร่วมชาติให้เข้าใจอย่างง่ายๆ ถึงปัญหาน้ำท่วมและวิธีสู้กับมัน อาสาสมัครเหล่านี้มีบางส่วนยังเป็น “ผู้ประสบภัย”เสียเองอีกด้วย ดังนั้น “ปลาวาฬ” คงจะไม่มีเงินมาช่วยอะไรในการฟื้นฟู..หลังน้ำท่วมได้ “ปลาวาฬ” จึงได้ที่โหล่ไปอีกตามเคย
กทม. ยังไม่ค่อยได้มีการพูดถึงแผนการฟื้นฟูมากนัก แต่ด้วยงบประมาณที่ กทม. ได้รับในแต่ละปี ก็ไม่ต้องห่วงว่า..กทม. จะมีโครงการอีกเป็นจำนวนมากในการฟื้นฟูกรุงเทพฯ ดังนั้น กทม. จึงคว้าตำแหน่งที่ 2 ไป
ศปภ. และรัฐบาลในเวลานี้ มีโครงการช่วยเหลือนักลงทุนนับแสนล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกเป็นจำนวนมาก และโครงการ “นิวไทยแลนด์” อีก 6-8 แสนล้านบาท ด้วยตัวเลขของโครงการต่างๆ ถ้าบวกกันไปมาแล้ว..จะต้องทะลุล้านล้านบาทแน่ คนไทยทุกคน..จึงควรจะสบายใจได้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา และพวกเราจะต้องมีฐานะดีขึ้นแน่ๆ เลย แต่ที่กลัวคือ พวกเรายังจนอยู่..แต่มีบางคนรวยโคตรๆ ไปแล้ว ดังนั้น ศปภ. จึงคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายเข้าป้ายที่ 1 ในข้อนี้
การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ สำคัญอยู่ที่ทุกคนจะต้อง “มีสติ” ในการแก้ปัญหา ทำให้นึกถึงคำพูดของ Carl Jung นักจิตวิทยาชาวสวิสที่พูดไว้ว่า “When an inner situation is not made conscious, it appears outside as fate.” แปลตามความได้ว่า “หากคนขาด-สติ เสียแล้ว ทุกอย่างก็คงจะต้องถูกปล่อยให้เป็นตามชะตากรรม”
ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ จึงควรดูหนังการ์ตูน “ปลาวาฬ”ให้บ่อยๆ เพื่อที่จะได้ให้ตนสามารถประคอง “สติ” ไว้ได้ และสามารถตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เป็นอยู่ในขณะนี้..ในขณะที่ตนยังมี “สติ”อยู่







