posttoday
ปีแห่งการฟื้นฟูเยียวยา

ปีแห่งการฟื้นฟูเยียวยา

14 พฤศจิกายน 2554

โดย...ทีมข่าวการเงิน

โดย...ทีมข่าวการเงิน

พลันที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ประกาศภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมภาพรวมดีขึ้น จ.พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ สิงห์บุรี และอ่างทอง จะเริ่มจัดงาน “Big Cleaning Day” ในเร็ววันนี้ ขณะที่น้ำที่ไหลเข้าท่วม กทม.ลดระดับลง กระทั่งหลายฝ่ายมั่นใจว่า กทม.ชั้นใน “อาจ” รอดปลอดภัย

ข่าวดีๆ ทยอยหลั่งไหล เอแบคโพล เผยว่า กลุ่มตัวอย่าง 75% ระบุว่า ไม่คิดว่ามีนักการเมืองคนใดจะสามารถทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ดีกว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ขณะที่ “ไม้ค้ำยัน” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เหมือนจะทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลดูดีขึ้นบ้าง

ก็ได้แต่หวังว่า “พิมพ์เขียวประเทศ” ที่คณะกรรมการฯ 2 ชุด จัดทำขึ้นคงไม่จมหายไปในทะเล

ซ้ำรอย “พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ” ที่มีเป้าประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปที่มี “อานันท์ ปันยารชุน” และ “นพ.ประเวศ วะสี” เป็นหัวหอก

ยุทธศาสตร์การวางโครงสร้างอนาคตประเทศและยุทธศาสตร์จัดการน้ำระยะยาว เป็นสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องขับเคลื่อนให้สำเร็จไม่ว่าจะต้องทุ่มเททรัพยากรคนเงินเท่าไหร่

เพราะนั่นเป็นเรื่อง “ความเป็นตาย” ของประเทศทีเดียว

ทว่า วันนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องมีสมาธิจดจ่อคือ แผนฟื้นฟูช่วยเหลือเยียวยาประเทศระยะ 1 ปี ซึ่งต้องเริ่มทันทีที่น้ำลดในเดือน ธ.ค.นี้

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม พบว่าแต่ละมาตรการมีจุดอ่อนและพึ่งพากลไก “ปกติ” ทั้งๆ ที่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ปกติและหนักหนาสาหัสยากเกินเยียวยา

ยิ่งลักษณ์ ย้ำเสมอว่ามาตรการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ต้องคิด “นอกกรอบ” แต่สิ่งที่พบคือ แผนฟื้นฟูฯ ระยะ 1 ปี ของรัฐบาลที่ออกมาล้วนแล้วอยู่ภายใต้กลไกและกฎระเบียบเดิมๆ ทั้งสิ้น

เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 5,000 บาทต่อครัวเรือน ค่าซ่อมแซมบ้านเรื่องละไม่เกิน 23 หมื่นบาทต่อครัวเรือนแล้วแต่กรณี เทียบไม่ได้กับความเสียหายของบ้านเรือนที่มูลค่าเสียหายเกินกว่านั้นหลายเท่า การพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่ได้แก้ปัญหาหนี้สิน “ถาวร” เพียงแต่ต่อลมหายใจลูกหนี้ไปอีกเฮือกหนึ่งเท่านั้น

ปีแห่งการฟื้นฟูเยียวยา

การช่วยเหลือแรงงานแบบเดิมๆ ที่ขอร้องให้สถานประกอบการรักษาการจ้างงาน จัดหาตำแหน่งงานรองรับ การผ่อนผันการส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม การปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูธุรกิจและสร้างอาชีพแก่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระรายละไม่เกิน 23 หมื่นล้านบาท เหล่านี้ล้วนเป็นแค่ “ยาทา”

มาตรการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ 3.25 แสนล้านบาท ซึ่งวงเงินกู้ 1 แสนล้านบาท มีแหล่งที่มาจากธนาคารพาณิชย์ โดยอาศัยกลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เข้าค้ำประกันสินเชื่อของผู้ประกอบการ แล้วให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย3% ถึงตอนนี้ชัดเจนว่า ไม่มีทางเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติหรือหากทำได้ก็ล่าช้ามากชนิดว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

เพราะดอกเบี้ยระดับนั้นถือว่าทำไปก็มีแต่ขาดทุน แถมเป็นการชักหนี้เสียเข้ามาอยู่ในบ้าน

เป็นไปได้หรือไม่ ในยามวิกฤตรุนแรงเช่นนี้ รัฐบาลดำเนินนโยบายที่ “แตกต่าง” ก่อนที่สารพัดปัญหาจะโถมเข้ามาซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชน เช่น ปัญหาคนตกงานนับล้าน การจลาจล ปล้นชิง และโรคระบาด

นโยบายสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการจะต้องปรับเปลี่ยน โดยอาศัยสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง เป็นกลไกขับเคลื่อนแทนที่จะพึ่งพาธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในภาวะ “กลัวมากกว่ากล้า”

หากรัฐบาลตัดสินใจอัดฉีดสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินของรัฐให้กับผู้ประกอบการภายใต้เงื่อนไขผ่อนปรนวงเงินเพียง 5 แสนล้านบาท และรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยทั้งหมด 3% ต่อปี ตกปีหนึ่งก็ 1.5 หมื่นล้านบาท เวลา 3 ปี ก็คิดเป็นภาระดอกเบี้ยแค่ 4.5 หมื่นล้านบาท เท่ากับนโยบายคืนเงินรถคันแรก 3 หมื่นล้านบาท และโครงการบ้านหลังแรกที่แทบไม่มีใคร “ถวิลหา” ยามนี้

นี่ต่างหากเป็นการคิดนอกกรอบที่จะฟื้นฟูภาคการผลิต และโรงงานต่างๆ ให้ฟื้นคืนชีพกลับมาเดินเครื่องจักรได้เร็วที่สุด และเป็นแหล่งรองรับการจ้างแรงงานนับแสนได้ทันท่วงที

ขณะที่บ้านเรือนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมเกินกว่า 57 แสนหลัง แทนที่รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาและซ่อมแซมอย่างมากก็ได้ไม่เกิน 4 หมื่นบาท แถมยังมีขั้นตอนและกฎเกณฑ์ที่ยุ่งยาก ซับซ้อน มีช่องทางตกหล่น กว่าเงินจะถึงมือผู้เดือดร้อนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนครึ่ง ในขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างจะถีบตัวสูงเงินที่ได้ไม่มีทางคุ้มค่าซ่อมแซมแน่

อีกข้อเสนอหนึ่งที่รัฐบาลน่าจะดำเนินการคือ ไทยมีบริษัทก่อสร้างหลายพันแห่ง ไม่รวมผู้รับเหมารายย่อยนับหมื่นราย และในจำนวนนี้เป็นบริษัทระดับ “บิ๊กเนม” ไม่น้อย 78 แห่ง

การซ่อมแซมบ้านเรือนเหล่านี้ รัฐบาลน่าจะเป็น “นายหน้า” จัดหาผู้รับเหมา บริษัทก่อสร้าง หรือบริษัทรับจ้างบูรณะ รับทำความสะอาดโดยตรง โดยให้ผู้เหล่านั้นมาขึ้นทะเบียน แล้วให้กระจายออกไปซ่อมแซมบ้านเรือนให้ประชาชนตามความเสียหายจริง ค่าซ่อมแซมเฉลี่ยจะลดลง ขณะที่การจัดซื้อที่มี “วอลุมสูง” ทำให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างถูกลง อีกทั้งยังเป็นการระดมการจ้างงานครั้งใหญ่ช่วยลดการว่างงานอีกด้วย

การฟื้นฟูวิกฤตที่รุนแรงเช่นนี้ ได้เวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้อง “คิดต่าง”  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท