
ปีแห่งการฟื้นฟูเยียวยา
โดย...ทีมข่าวการเงิน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
พลันที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ประกาศภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมภาพรวมดีขึ้น จ.พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ สิงห์บุรี และอ่างทอง จะเริ่มจัดงาน “Big Cleaning Day” ในเร็ววันนี้ ขณะที่น้ำที่ไหลเข้าท่วม กทม.ลดระดับลง กระทั่งหลายฝ่ายมั่นใจว่า กทม.ชั้นใน “อาจ” รอดปลอดภัย
ข่าวดีๆ ทยอยหลั่งไหล เอแบคโพล เผยว่า กลุ่มตัวอย่าง 75% ระบุว่า ไม่คิดว่ามีนักการเมืองคนใดจะสามารถทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ดีกว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
ขณะที่ “ไม้ค้ำยัน” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เหมือนจะทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลดูดีขึ้นบ้าง
ก็ได้แต่หวังว่า “พิมพ์เขียวประเทศ” ที่คณะกรรมการฯ 2 ชุด จัดทำขึ้นคงไม่จมหายไปในทะเล
ซ้ำรอย “พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ” ที่มีเป้าประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปที่มี “อานันท์ ปันยารชุน” และ “นพ.ประเวศ วะสี” เป็นหัวหอก
ยุทธศาสตร์การวางโครงสร้างอนาคตประเทศและยุทธศาสตร์จัดการน้ำระยะยาว เป็นสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องขับเคลื่อนให้สำเร็จไม่ว่าจะต้องทุ่มเททรัพยากรคนเงินเท่าไหร่
เพราะนั่นเป็นเรื่อง “ความเป็นตาย” ของประเทศทีเดียว
ทว่า วันนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องมีสมาธิจดจ่อคือ แผนฟื้นฟูช่วยเหลือเยียวยาประเทศระยะ 1 ปี ซึ่งต้องเริ่มทันทีที่น้ำลดในเดือน ธ.ค.นี้
เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม พบว่าแต่ละมาตรการมีจุดอ่อนและพึ่งพากลไก “ปกติ” ทั้งๆ ที่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ปกติและหนักหนาสาหัสยากเกินเยียวยา
ยิ่งลักษณ์ ย้ำเสมอว่ามาตรการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ต้องคิด “นอกกรอบ” แต่สิ่งที่พบคือ แผนฟื้นฟูฯ ระยะ 1 ปี ของรัฐบาลที่ออกมาล้วนแล้วอยู่ภายใต้กลไกและกฎระเบียบเดิมๆ ทั้งสิ้น
เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 5,000 บาทต่อครัวเรือน ค่าซ่อมแซมบ้านเรื่องละไม่เกิน 23 หมื่นบาทต่อครัวเรือนแล้วแต่กรณี เทียบไม่ได้กับความเสียหายของบ้านเรือนที่มูลค่าเสียหายเกินกว่านั้นหลายเท่า การพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่ได้แก้ปัญหาหนี้สิน “ถาวร” เพียงแต่ต่อลมหายใจลูกหนี้ไปอีกเฮือกหนึ่งเท่านั้น
การช่วยเหลือแรงงานแบบเดิมๆ ที่ขอร้องให้สถานประกอบการรักษาการจ้างงาน จัดหาตำแหน่งงานรองรับ การผ่อนผันการส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม การปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูธุรกิจและสร้างอาชีพแก่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระรายละไม่เกิน 23 หมื่นล้านบาท เหล่านี้ล้วนเป็นแค่ “ยาทา”
มาตรการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ 3.25 แสนล้านบาท ซึ่งวงเงินกู้ 1 แสนล้านบาท มีแหล่งที่มาจากธนาคารพาณิชย์ โดยอาศัยกลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เข้าค้ำประกันสินเชื่อของผู้ประกอบการ แล้วให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย3% ถึงตอนนี้ชัดเจนว่า ไม่มีทางเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติหรือหากทำได้ก็ล่าช้ามากชนิดว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้
เพราะดอกเบี้ยระดับนั้นถือว่าทำไปก็มีแต่ขาดทุน แถมเป็นการชักหนี้เสียเข้ามาอยู่ในบ้าน
เป็นไปได้หรือไม่ ในยามวิกฤตรุนแรงเช่นนี้ รัฐบาลดำเนินนโยบายที่ “แตกต่าง” ก่อนที่สารพัดปัญหาจะโถมเข้ามาซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชน เช่น ปัญหาคนตกงานนับล้าน การจลาจล ปล้นชิง และโรคระบาด
นโยบายสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการจะต้องปรับเปลี่ยน โดยอาศัยสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง เป็นกลไกขับเคลื่อนแทนที่จะพึ่งพาธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในภาวะ “กลัวมากกว่ากล้า”
หากรัฐบาลตัดสินใจอัดฉีดสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินของรัฐให้กับผู้ประกอบการภายใต้เงื่อนไขผ่อนปรนวงเงินเพียง 5 แสนล้านบาท และรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยทั้งหมด 3% ต่อปี ตกปีหนึ่งก็ 1.5 หมื่นล้านบาท เวลา 3 ปี ก็คิดเป็นภาระดอกเบี้ยแค่ 4.5 หมื่นล้านบาท เท่ากับนโยบายคืนเงินรถคันแรก 3 หมื่นล้านบาท และโครงการบ้านหลังแรกที่แทบไม่มีใคร “ถวิลหา” ยามนี้
นี่ต่างหากเป็นการคิดนอกกรอบที่จะฟื้นฟูภาคการผลิต และโรงงานต่างๆ ให้ฟื้นคืนชีพกลับมาเดินเครื่องจักรได้เร็วที่สุด และเป็นแหล่งรองรับการจ้างแรงงานนับแสนได้ทันท่วงที
ขณะที่บ้านเรือนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมเกินกว่า 57 แสนหลัง แทนที่รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาและซ่อมแซมอย่างมากก็ได้ไม่เกิน 4 หมื่นบาท แถมยังมีขั้นตอนและกฎเกณฑ์ที่ยุ่งยาก ซับซ้อน มีช่องทางตกหล่น กว่าเงินจะถึงมือผู้เดือดร้อนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนครึ่ง ในขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างจะถีบตัวสูงเงินที่ได้ไม่มีทางคุ้มค่าซ่อมแซมแน่
อีกข้อเสนอหนึ่งที่รัฐบาลน่าจะดำเนินการคือ ไทยมีบริษัทก่อสร้างหลายพันแห่ง ไม่รวมผู้รับเหมารายย่อยนับหมื่นราย และในจำนวนนี้เป็นบริษัทระดับ “บิ๊กเนม” ไม่น้อย 78 แห่ง
การซ่อมแซมบ้านเรือนเหล่านี้ รัฐบาลน่าจะเป็น “นายหน้า” จัดหาผู้รับเหมา บริษัทก่อสร้าง หรือบริษัทรับจ้างบูรณะ รับทำความสะอาดโดยตรง โดยให้ผู้เหล่านั้นมาขึ้นทะเบียน แล้วให้กระจายออกไปซ่อมแซมบ้านเรือนให้ประชาชนตามความเสียหายจริง ค่าซ่อมแซมเฉลี่ยจะลดลง ขณะที่การจัดซื้อที่มี “วอลุมสูง” ทำให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างถูกลง อีกทั้งยังเป็นการระดมการจ้างงานครั้งใหญ่ช่วยลดการว่างงานอีกด้วย
การฟื้นฟูวิกฤตที่รุนแรงเช่นนี้ ได้เวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้อง “คิดต่าง”







