
กยอ.ไม้ค้ำถ่อรัฐบาล เน้นกูเงินฟื้นฟูหายนะ
ถือเป็นการฝ่าด่านน้ำท่วมของรัฐบาล ด้วยการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)
ถือเป็นการฝ่าด่านน้ำท่วมของรัฐบาล ด้วยการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ถือเป็นการฝ่าด่านน้ำท่วมของรัฐบาล ด้วยการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) มาเป็นตัวช่วยรัฐบาลก่อนจมน้ำตาย หลังการบริหารน้ำท่วมใหญ่ของประเทศล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก จนไม่มีใครเชื่อ
คณะกรรมการ กยอ. จะทำงานสอดประสานกับ กยน. แยกกันไม่ออก
กยน. จะดูทางเทคนิคเรื่องระบบการบริหารน้ำทั้งระบบ ส่วน กยอ. จะรับไม้ต่อดูเรื่องการหาเงินมาสร้างโครงการต่างๆ ให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติให้เร็วที่สุด
วีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ. ประกาศโรดแมปเป้าหมายของคณะกรรมการภายใน 1 ปี น้ำจะต้องไม่ท่วมอย่างที่เป็นอยู่ที่รุนแรง สร้างความหายนะให้กับประเทศยับเยินมากกว่าม็อบแดงเผาเมือง หรือวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายว่า ใน 56 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมีระบบบริหารน้ำ ที่การันตีว่าน้ำจะไม่ท่วมประเทศเป็นการถาวร
แถมเน้นย้ำว่า จะต้องลงทุนใช้เงินจำนวนมหาศาลขนาดไหนก็ต้องทำ จะกู้จะยืมจากไหนก็ต้องดำเนินการ ไม่สามารถบ่ายเบี่ยงได้อีกต่อไป
เป้าหมายของภารกิจที่ตั้งไว้ของ กยอ. จึงถือว่า สูงเสียดฟ้า เป็นงานใหญ่งานช้าง ท้าทายฝีมือของคณะกรรมการชนิดเข็นครกขึ้นภูเขา และเป็นการเดิมพันอนาคตรัฐบาลที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย หากคณะกรรมการทำสำเร็จ รัฐบาลก็น่าจะพ้นจากการโคม่าบริหารน้ำล้มเหลวครั้งใหญ่ของประเทศ
หากคณะกรรมการทำไม่สำเร็จตามโรดแมปที่วางไว้ เชื่อว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศต่อไปอย่างลำบากแสนเข็ญอย่างแน่นอน
ถ้าพิจารณาในแนวทางการจัดการปัญหาใหญ่ของคณะกรรมการ กยอ. ไม่น่าจะอยู่ที่โครงการบริหารน้ำทั้งระบบของประเทศ เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานกรมกองต่างๆ มีการศึกษากันมาก แต่ไม่มีการทำให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านน้ำทั้งหมดเคยนำโครงการทั้งหมดมากองรวมกันอยู่ที่ 45 แสนล้านบาท หรือว่าจะเป็นของผลการศึกษาของธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ที่ระบบป้องกันน้ำท่วมใน กทม. ว่าต้องลงทุนอีก 5 หมื่นล้านบาท
แต่ปัญหาใหญ่ของ กยอ. น่าจะอยู่ในเรื่องของเงินที่จะมาใช้ดำเนินการมากกว่าว่า จะนำเงินมาจากที่ไหน โดยที่ไม่ให้เกิดปัญหาฐานะการเงินการคลังของประเทศ รวมถึงไม่เป็นปัญหาต่อต้านทางการเมืองหรือสังคม
ประการต่อมา คือ การตัดสินใจทางนโยบายของฝ่ายการเมืองนั้นต้องเน้นหนักในเรื่องระยะยาว มากกว่าการปะหน้าเค้กให้สวยงาม
ถ้าพิจารณาแผนการจัดการน้ำ ทางออกเรื่องการเงินของประเทศตอนนี้หนีไม่พ้น ต้องกู้ยืมเงิน และการใช้เงินทุนสำรองของประเทศ
วีรพงษ์ได้เผยเป็นนัยแล้วว่า การหาเงินอาจต้องมีการออกกฎหมายพิเศษมากู้เงิน หรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้นำเงินที่ประเทศสะสมไว้ออกมาใช้ดำเนินการ
ถามว่า ประเด็นนี้รัฐบาลคิดมาก่อนหรือยัง
คำตอบนั้นชัดเจนว่า คนในรัฐบาลล้วนทราบดีว่า เรื่องการหาเงินมาใช้ฟื้นฟูประเทศมหาศาลไม่ต่ำกว่า 59 แสนล้านบาท
ทว่า ลำพังเครดิตรัฐบาลที่เหลืออยู่ในขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ ติดๆ ขัดๆ ไปหมด จะกู้มาเขาก็ด่า จะผลักดันคนก็ต้าน
จึงต้องตั้งวีรพงษ์ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงการเงินการคลังและการเมือง มาออกหน้ารับเป็นเสื่อเป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการในเรื่องนี้
เรียกง่ายๆ ว่า ใช้คณะกรรมการที่มีวีรพงษ์เป็นประธาน เป็นไม้ยันกันหมา เป็นไม้ยันค้ำถ่อกระโดดออกไปจากโคลนและถนนที่ขรุขระจากการไม่ยอมรับของสังคมได้
อย่างน้อยก็มีข้อคิดเห็น ข้อเสนอจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่การเมืองต้องฟัง
ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การบริหารวิกฤตน้ำท่วมของรัฐบาล นอกจากล้มเหลวแล้ว ยังมีปัญหาความไม่โปร่งใสการจัดการของบริจาค การจัดซื้อจัดจ้างถุงยังชีพ และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อีกจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลมีปัญหาไม่ได้รับความไว้วางใจในการดำเนินแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วมทั้งหมด
ยิ่งเฉพาะการกู้เงินก้อนใหญ่มาดำเนินการแก้ไขน้ำท่วม
จะเห็นได้ชัด แค่ พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ออกมาเปิดโมเดล นิวไทยแลนด์ กู้เงิน 9 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม นอกจากไม่ได้รับการตอบรับแล้ว ยังเป็นหอกย้อนกลับทิ่มแทงรัฐบาลว่า น้ำท่วมยังไม่ทันแห้ง คนยังจมน้ำรอรัฐบาลไปช่วยอยู่นับไม่ถ้วน แต่รัฐบาลกลับเอาเวลาหาเรื่องกู้เงิน
หรือจะเป็นกรณีที่งบประมาณฟื้นฟูนิคมยังไม่ทันผ่านรัฐสภา กลับมีข่าวว่านักการเมืองมีการเรียกนายทุนผู้รับเหมามาเจรจาต่อรองหักหัวคิวรับงาน 20-25% กันเรียบร้อยแล้ว
นิวไทยแลนด์กู้เงิน 9 แสนล้านบาท จึงต้องสะดุดล้มไม่เป็นท่า ทั้งๆ คนที่ออกมาพูดไม่มีหน้าที่ไม่มีบารมี และยังมาไม่ถูกที่ถูกเวลาอีกต่างหาก ทำให้รัฐบาลโดนสกรัมยำใหญ่ทั้งจากฝ่ายค้านและคนจำนวนมากยังต้องกินอยู่กลางน้ำเน่า
ขนาดนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องออกมาแก้ต่างว่า นิวไทยแลนด์เป็นชื่อพูดกันเล่นๆ
ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ และ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ก็โบ้ยเรื่องนี้เป็นการใหญ่ ไม่รู้ไม่เห็น เพราะน้ำท่วมปาก กลืนน้ำลายตัวเองว่า ที่ผ่านมาโจมตีรัฐบาลเก่าดีแต่กู้
แต่วันนี้รัฐบาลกลับมาก้มหน้าก้มตาเสียเอง
อย่าลืมว่า ลำพังกู้เงินขาดดุลงบประมาณ 2555 ที่กำลังพิจารณากันอยู่ก็ 4 แสนล้านบาท และต้องกู้ฟื้นฟูน้ำท่วมอีก 9 แสนล้านบาท ก็เป็นเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลหนีไม่พ้นถูกครหา ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
นี่ยังไม่รวมกับการทำงบประมาณขาดดุลในปี 2556 ที่ปีหน้าต้องเริ่มดำเนินการ ก็คาดว่าต้องกู้ขาดดุลไม่น้อยกว่าปีนี้ เพราะมีความเสียหายและเงินชดเชยจากโครงการประชานิยม ทั้งจากการจำนำข้าว บ้านหลังแรก รถคันแรก ลดภาษีนิติบุคคล ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ รวมกันไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
จุดอ่อนใหญ่นี้เอง ทำให้รัฐบาลต้องผ่าทางตัน ตั้ง กยอ. อาศัยบารมีเครดิตของวีรพงษ์มาออกหน้า หาช่องกู้เงินก้อนใหญ่มาแก้น้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม การหาเงินของคณะกรรมการ กยอ. ของวีรพงษ์ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากกฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินเพียงอย่างเดียว ก็จะถือเป็นก้อนใหญ่มากเกินไป จะกระทบกับสัดส่วนหนี้สาธารณะ และความสามารถการชำระหนี้ของไทยมีปัญหา กลายเป็นวิกฤต
ส่วนการจะนำเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากศิษย์หลวงตามหาบัวอีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้เพิ่งขึ้นมาคัดค้านนโยบายตั้งกองทุนความมั่งคั่งจนต้องถอยพับโครงการไป
จะเห็นว่า แม้คณะกรรมการ กยอ. จะได้รับการยอมรับและไว้เนื้อเชื่อใจมากกว่ารัฐบาล แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ทางสะดวกจะไปกู้ไปล้วงเงินตรงไหนเท่าไรก็ทำได้ คงไม่ง่ายขนาดนั้น
แต่อย่างน้อยทำให้รัฐบาลได้มีเวลาหายใจ แก้ปัญหาการบริหารงานเฉพาะหน้าที่ล้มเหลว ส่วนเรื่อง กยอ. จะเป็นไม้ค้ำยันรัฐบาลเดินหน้ากู้ได้หรือไม่ต้องลุ้นระทึก....







