posttoday
คตส.พยานเด็ดยึดทรัพย์

คตส.พยานเด็ดยึดทรัพย์

23 กุมภาพันธ์ 2553

“หัวใจ” สำคัญแห่งการฟ้องคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ที่อัยการสูงสุดบรรยายกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าร่ำรวยผิดปกติและขอให้ศาลยึดทรัพย์ มีสาระสำคัญ 6 ประการ คือ ปมการซุกหุ้นชินคอร์ป 48% ไว้กับ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา บุตรชายและบุตรสาวพร้อมเครือญาติ และคนใกล้ชิด โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมดก่อนการขายหุ้นให้กองทุนเทมาเซก

และประเด็นระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจออกนโยบาย “5 มาตรการ” เอื้อประโยชน์ธุรกิจของตระกูลชินวัตร คือ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน

3.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและเอไอเอส 4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ป และบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ของครอบครัวชินวัตร 5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่า กู้เงินจำนวน 4,000 ล้านบาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทฯ

ถึงแม้ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะกำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกเป็นของ “จำเลย” คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทว่า...ในการไต่สวนของศาล อัยการก็ยังต้องมีหน้าที่นำ “พยานโจทก์” เข้าสืบให้ศาลเห็นรายละเอียดแห่งประเด็นที่กล่าวหา เพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยตามคำขอ

ดังนั้น อัยการจึงเลือกเฟ้นพยานโจทก์ปากสำคัญที่มีน้ำหนักมากที่สุดขึ้นสืบเพื่อชกให้เข้าเป้า ไม่เยิ่นเย้อ ฟุ่มเฟือย

ในประเด็น “ซุกหุ้น” คณะทำงานอัยการฯ เลือกนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เบิกความสนับสนุนหลักฐานธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์ มีการยืนยันว่าหุ้นแอมเพิล ริช กับวินมาร์ค อยู่ในชื่อบุคคลคนเดียวกันและถือครองเกิน 5% และจากการตรวจสอบยังพบว่าหุ้นดังกล่าวมีการนำไปเพิ่มทุนและลงทุนในเครือบริษัทครอบครัวชินวัตร และสุดท้ายหุ้นก็กลับไปยังบัญชีของคุณหญิงพจมาน จากหลักฐานทั้งหมดทำให้ คตส. เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัท ทาง คตส.เห็นว่าเป็นเหตุให้ควรอายัดหุ้นดังกล่าวไว้ตรวจสอบ

ประเด็นแปลงสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต บรรเจิด สิงคะเนติ อดีต คตส. พยานโจทก์ เบิกความสรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และ ครม.เป็นผู้ริเริ่มนโยบายแปลงสัมปทานมือถือ มิใช่กรมสรรพสามิตผู้จัดเก็บภาษี โดย ครม.ได้สอบถามกฤษฎีกาก็ทักท้วงว่า ครม.ไม่มีอำนาจ และจะกระทบค่าสัมปทานมือถือ แต่สามารถทำได้ด้วยการออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต พ.ต.ท.ทักษิณ และ ครม.จึงมีมติดำเนินการโดยไม่ผ่านรัฐสภาถือเป็นการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์

ประเด็นอนุมัติแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือระบบพรีเพด คตส.จึงมองว่าไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องแก้ไขสัญญากับเอไอเอส และไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ

สัก กอแสงเรือง อดีต คตส. เบิกสรุปว่า ข้อตกลงในการประชุมผู้นำอาเซียนพุกามที่ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือประเทศพม่า พ.ต.ท.ทักษิณ นำนายพานทอง ชินวัตร บุตรชาย ที่ถือหุ้นชินคอร์ปและนำเจ้าหน้าที่เอไอเอส และชินแซทฯ รวม 10 คน ไปสาธิตการให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบจีเอสเอ็ม

ที่หน้าห้องประชุม จากนั้นมีการติดต่อผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ขอกู้เงินใช้ในกิจการโทรคมนาคม ข้อตกลงเดิมจะให้กู้ 3,000 ล้านบาท แต่ภายหลังตัวเลขที่เสนอเข้า ครม.อนุมัติสูงถึง 4,000 ล้านบาท ซึ่ง ครม.อนุมัติคิดดอกเบี้ยเพียง 3% แต่เอ็กซิมแบงก์ต้องไปกู้มาเสียดอกเบี้ย 5% จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องทำให้รัฐเสียหาย ชินแซทฯ ได้ประโยชน์ 600 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท