
ยิ่งลักษณ์ยันไม่ลาออก
นายกฯ ยันไม่คิดลาออกแสดงความรับผิดชอบแก้น้ำท่วม ขอโอกาสทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
นายกฯ ยันไม่คิดลาออกแสดงความรับผิดชอบแก้น้ำท่วม ขอโอกาสทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่คิดเรื่องการลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีที่ไม่สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ตามที่มีรายงานข่าวระบุออกมา โดยขอจะโอกาสในการทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุดให้สมกับที่ประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี
"ตรงนี้ไม่ได้เรียกว่าน้ำตาไหลเพราะร้องที่มาจากความอ่อนแอ ถ้าอ่อนแอคงไม่มานั่งหรือยืนอยู่ตรงนี้คงถอดใจไปนานแล้ว ประชาชนให้ความหวังและเลือกเรามา แล้วมาเจอปัญหาแค่นี้แล้วถอดใจก็คงไม่ใช่ชาวบ้านด่าตายแน่ ยืนยันว่าที่ร้องไห้นั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ ใครไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ มันเป็นอารมณ์ร่วมเมื่อเห็นประชาชนเป็นทุกข์ก็ทนไม่ได้"น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว
ทั้งนี้เชื่อว่าคนแต่ละพื้นที่รู้ว่ารัฐบาลทำงานอย่างไรคงจะเข้าใจ เราทำงานให้กับประชาชนทุกคน ไม่เลือกพื้นที่ ไม่แบ่งภาค ไม่แบ่งสี เราจะพิสูจน์การทำหน้าที่ของเราด้วยความอดทนสิ่งที่ทำขณะนี้คือการทำงานให้ประชาชน อีกทั้งภัยธรรมชาติเป็นเรื่องยากแต่เราต้องแก้ เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดมานาน 3-4 เดือน รัฐบาลนี้เข้ามาก็เจอแจ็คพ็อตพอดี
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า ยินดีที่จะเชิญพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมทำงานแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งในในวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปที่ ศปภ.ดอนเมือง ยังเดินไปเชิญให้เข้ามาสื่อคงจำได้ ซึ่งตนยินดี
"วันนี้เราไม่มีทิฐิซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะอย่างไรเราจะทำงานให้ประชาชน ในกทม.ก็ไม่เคยเลือกเขต เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำแม้มีอำนาจอยู่ในมือเราก็ไม่สามารถเอามือไปเปิด-ปิดประตูน้ำเองได้ เราต้องทำงานร่วมกันหลายๆฝ่าย และแม้ดิฉันจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ใช่ว่าจะรู้เรื่องน้ำได้ดีทุกอย่าง ดิฉันก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้งหรือทำงานเพียงลำพังคนเดียว ก็มีคนช่วยไม่เช่นนั้นคงแก้ไม่ได้มาถึงขนาดนี้ วันนี้ทำไมเราไม่มาช่วยกันสร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติว่าเราทำและแก้ปัญหาได้ เรากำลังฝ่าวิกฤติภัยธรรมชาติ "
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า วันนี้ถ้าไม่ช่วยกันทำและแก้ปัญหาสุดท้ายประเทศชาติจะแย่ ต่างชาติก็จะไม่เชื่อมั่น ดังนั้นการที่เราต้องเข้าไปช่วยฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดานิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบในตอนนี้ วงจรเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นที่จะย้อนกลับมาสู่ประเทศไทยนั้นมีมูลค่ามากมายมหาศาล เหมือนนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลที่ไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร เมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้รับกลับคืนมา







