
ก้นบึ้งหัวใจตำรวจ ในเวลาวิกฤตน้ำท่วม
เห็นแต่ทหารเอารถออกมาวิ่งช่วยเหลือประชาชน จนหลายคนต้องถามหา ว่า ตำรวจหายไปไหน เสียงตัดพ้อทั้งในยามปกติและวิกฤต
เห็นแต่ทหารเอารถออกมาวิ่งช่วยเหลือประชาชน จนหลายคนต้องถามหา ว่า ตำรวจหายไปไหน เสียงตัดพ้อทั้งในยามปกติและวิกฤต
โดย...ธนก บังผล
เห็นแต่ทหารเอารถออกมาวิ่งช่วยเหลือประชาชน จนหลายคนต้องถามหา ว่า ตำรวจหายไปไหน เสียงตัดพ้อทั้งในยามปกติและวิกฤต เดี๋ยวก็ไม่ไปจ่ายค่าปรับใบสั่งซะหรอก...อิอิ
ก็ว่ากันไป โถๆ ตำรวจเองยังต้องโบกรถทหารไปเข้าเวรที่ สน.อยู่เลย แล้วรถที่จอดอยู่บนสะพานบ้าง ทางด่วนบ้าง โทลล์เวย์บ้างก็มีรถตำรวจอยู่ไม่น้อย จริงๆแล้วตำรวจเองก็ลำบาก เพียงแต่ว่าไม่มีใครรู้
โดยเฉพาะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนใหม่ถอดด้าม มีความเป็นห่วงประชาชนไม่ได้เย็นใจ กำชับให้ตำรวจในพื้นที่จัดการกับคดีที่โยงอาชญากรรมช่วงน้ำท่วม ลากคอพวกโจรที่ซ้ำเติมชาวบ้านมาดำเนินคดีให้ได้
จับมาได้แล้วก็ยังไม่รู้จะเอาไปขังที่ไหนเลย เฉพาะในกรุงเทพฯ สน.บางพลัด น้ำท่วมระดับคอย้ายไปตู้ยาม หน้าปากซอย นอกจากนี้ยังมีอีก 4 สน.ที่ต้องหนีน้ำ คือ สน.หนองค้าพลู ต้องย้ายไปป้อมยามหน้าปากซอยเพชรเกษม 107 สน.นิมิตรใหม่ก็โดนกับเขาด้วย ส่วนกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ก็ย้ายไป สน.สุทธิสาร เหมือนกับ บก.น.7 ก็ต้องย้าย ยังมีที่ถูกน้ำท่วมแต่ไม่ย้าย 14 สน.
ที่ประชุมศูนย์รักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและการจราจร (ศปจ.ตร.) ที่ผบ.ตร.เป็นประธาน มีการถกเรื่องการทำงานของตำรวจ เวลาน้ำท่วม ตำรวจจราจรก็ต้องออกไปกันถนนที่ท่วมไม่ให้รถผ่าน ปรากฏว่ามีคนแจ้งข้อมูลที่ไม่เป็นจริง ไปปิดถนนปุ๊บ ชาวบ้านก็ด่าแม่ และให้ของลับ โอยๆ
ส่วนค่าเช่ารถที่ต้องนำไปช่วยเหลือชาวบ้าน ก็ปรากฏว่าเงินในมือผู้บริหารไม่มี เงินสำรองก็ไม่มี ต้องควักกระเป๋ากันเองไปเยอะ
งบประมาณที่ได้มา 114 ล้านบาท ตั้งแต่ 18-31 ต.ค. ก็ร่อยหรอลงไปมาก เพราะต้องนำไปให้จ่ายให้จังหวัดที่น้ำท่วมรวมแล้ว 60 ล้านบาท ไหนจะต้องเจียดไปให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ เหลือในมือแค่ 36 ล้านบาทเศษ
เรือ 20 ลำ ที่ขอ ศปภ.ไปก็ยังไม่ได้แม้แต่ลำเดียว อิอิ ...พี่ๆตำรวจเขาเปรยๆนะครับ ดีไม่ดี มีหน่วยงานรัฐส่งหนังสือมาขอเรือซะอีก เอิ๊กๆ
“ตอนนี้ต้องขอจิตอาสา คือขอฟรีกันเลย ถ้าฟรีไม่ได้ก็ขอให้ช่วยน้ำมัน ถ้าฟรีไม่ได้ น้ำมันก็ไม่ช่วยก็ต้องขอลดค่าเช่า” พี่ตำรวจระดับบิ๊กบอกในที่ประชุม
ส่วนเรื่องอาชญากรรมนั้น ผบ.ตร.เน้นมากว่าต้องให้แต่ละพื้นที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ ถ้ามีใครละเลยหรืออกนอกลู่นอกทางต้องเรียกมาตักเตือน
“เวลามีคนโทรมาแจ้ง สน.ว่ามีเหตุโจรกรรม ก็ต้องให้ร้อยเวรขับเรือไป ซึ่งก็ไปไม่ทันหรอก บางทีต้องไปในซอย ตำรวจขับเรือได้แต่ไม่ได้หมายความว่าขับเป็น” พี่ตำรวจที่โบกรถทหารคนหนึ่งยอมรับตามตรง
เพราะฉะนั้นงานจราจรตอนนี้ ตำรวจเลยทำได้แค่เพียงประกาศเส้นทางที่ปิด ประชาสัมพันธ์ว่าย้าย สน.ไปที่ไหน เฝ้าระวังความขัดแย้ง และตรวจเยี่ยมประชาชน ซึ่งข้อขัดแย้งตอนนี้ก็มี 5 แห่ง คือ 1.แนวบิ๊กแบ็ค 2.แนวกั้นคลองประปา 3.ประตูระบายน้ำคลองสามวา 4.ถ.ร่มเกล้า 5.อาคารกระทรวงพลังงาน
พี่ตำรวจบอกกับที่ประชุม ศปจ.ตร.ว่า หน้าที่ของตำรวจนั้นต้องทำอย่างเต็มที่ แต่อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่นั้นถ้าตำรวจไปทำนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังไปเป็นภาระแก่ทหารอีกต่างหาก
เลยมีการผุดไอเดียใช้เฟซบุ๊ค www.facebook.com/PoliceNews1 เป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งความประสงค์ต้องการฝากบ้านกับตำรวจ และรับแจ้งอาชญากรรมในพื้นที่ เพื่อความสะดวกทั้งคนแจ้งและตำรวจ
ก็บ้านตำรวจก็ท่วมและยังออกบ้านไม่ได้นี่นา ช่องทางนี้เลยจะใช้นำร่องไปก่อน ถ้าพอไปได้ก็คงจะมีการขยายผลให้ดียิ่งขึ้น
พี่ตำรวจอีกคนหนึ่งบ่นในรถทหารให้ฟังว่า รถโฟร์วีลที่ใช้ก็โอเคนะ ถ้าวิ่งในถนน แต่พอเข้าซอยเล็กซอยน้อยแล้ว ปรากฏว่าชาวบ้านตะโกนด่าแม่อีกแระ อิอิ ขับเข้าไปไปปั๊บกระจกบ้านเขาแตกเพล้ง รั้วสังกะสีนี่หลุดกระจาย
“ชาวบ้านตะโกนว่าหนวกหู เครียดเรื่องน้ำท่วมบ้านยังไม่พอยังมาเจอโฟร์วีลอีก” นี่พี่เขาก็เปรยๆเหมือนกัน อิอิ
แต่ถึงจะลำบากในการทำงานอย่างไร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ก็ยืนยันว่า ตำรวจในพื้นที่ถ้ามีอาชญากรรมต้องมีสถิติชัดเจน แบ่งหมวดหมู่แล้วทำรายงานส่งมา เพื่อประเมินการทำงานของตำรวจว่าเต็มที่กับการช่วยเหลือประชาชนหรือเปล่า
ถ้าอยู่ดีๆมีสื่อไปรายงานว่ามีอาชญากรรมในพื้นที่ไหน แล้วไม่มีรายงานมานี่จะต้องโดนตักเตือนกันบ้างละ
ถึงแม้ว่าเงินอาจจะไม่คล่องมือ งบน้อย แต่ใจต้องเต็มร้อยเพราะความเดือดร้อนชาวบ้าน ตำรวจจะทำเป็นจิตอาสาไม่ได้เนื่องจากมันคือหน้าที่ที่ต้องทำ
เอ้า...ให้กำลังใจพี่ๆตำรวจอีกรอบครับ ผลงานจะพิสูจน์การกระทำ
เฝ้าระวังทรัพย์สิน
พล.ต.ท.ประยูร อำมฤต รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะเลขาฯ ศภจ.ตร. แนะนำว่าชาวบ้านต้องช่วยกันเป้นหูเป็นตาในหมู่บ้าน หรือให้เข้มงวดกับระแวดระวังกับ รปภ. อีกแรงหนึ่ง
“ชาวบ้านที่มิ้งบ้านไปแล้วมีของมีค่าอยู่ในบ้านถ้ากลับไปเอาได้ก็ควรกลับไปเอาออกมา เพราะต้องยอมรับว่าตำรวจเองก็เข้าไปดูแลให้ทั่วถึงไม่ได้ คนข้างบ้านก็ควรจะช่วยกันสอดส่องดูแล หรือถ้าหมู่บ้านไหนที่ย้ายออกไปหมดทั้งหมู่บ้านก็ให้แจ้งตำรวจ เราจะได้เข้มงวดเข้าไปดูให้ เพราะในบางพื้นที่เราไม่รู้และเข้าไปไม่ได้” พล.ต.ประยูรกล่าว







