
ต่างชาติเชื่อเสน่ห์ ไทยแลนด์ ยังขลัง ขอแค่จัดการให้เป็น อย่าทำร้ายตัวเอง
ในขณะที่กำลังลุ้นระทึกกับมวลน้ำที่มุ่งหน้าถล่มกรุงเทพฯ ชั้นในอันเป็นย่านใจกลางธุรกิจกันอย่างใจจดใจจ่อ
ในขณะที่กำลังลุ้นระทึกกับมวลน้ำที่มุ่งหน้าถล่มกรุงเทพฯ ชั้นในอันเป็นย่านใจกลางธุรกิจกันอย่างใจจดใจจ่อ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในขณะที่กำลังลุ้นระทึกกับมวลน้ำที่มุ่งหน้าถล่มกรุงเทพฯ ชั้นในอันเป็นย่านใจกลางธุรกิจกันอย่างใจจดใจจ่อ อีกสิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายกำลังวิตกกังวลและลุ้นอยู่ไม่แพ้กันคือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติว่าจะมีแนวโน้มที่จะลดถดถอยลงไปตามกระแสน้ำ ที่อาจจะร้ายแรงจนถึงขั้นตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากไทยเมื่อน้ำลด
โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของไทย ที่แน่นอนลงทุนมากที่สุด ก็เจ็บตัวมากที่สุด หลังมวลน้ำมหาศาลไหลเข้าเอ่อท่วมนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งในไทยไปแล้ว และมุ่งหน้าสู่นิคมอุตสาหกรรมบางชันเป็นแห่งที่ 8
โรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมไฟฟ้า คอมพิวเตอร์หรือยานยนต์มากกว่า 400 แห่งต้องปิดตัวลง เนื่องจากจมอยู่ใต้น้ำและขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต
โตโยต้า มอเตอร์ ต้องประกาศงดการคาดการณ์ผลกำไรตลอดทั้งปีนี้ไป ซ้ำร้าย บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเอเชียจำเป็นต้องระงับการผลิตรถยนต์ในโรงงาน 4 แห่ง ที่รัฐอินเดียนาและเคนทักกีของสหรัฐ รวมทั้งที่แคนาดา จากปัญหาเรื่องการขาดแคลนชิ้นส่วนรถยนต์อันเนื่องมาจากน้ำท่วมในไทย
นั่นคือตัวอย่างแห่งความสูญเสียที่ชัดเจนที่สุดที่เห็นได้ขณะนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักวิเคราะห์หลายสำนักจะมองว่า สถานะของการเป็นแหล่งลงทุนชั้นยอดของไทยนั้นกำลังอยู่บนความเสี่ยงอย่างที่สุด
พูดง่ายๆ ก็คือ มีโอกาสสูงที่ต่างชาติจะเบนเข็มหนีเมืองไทย !
โคจิ เอ็นโดะ นักวิเคราะห์ด้านยานยนต์ จากบริษัทวิจัยแอดวานซ์ รีเสิร์ชในญี่ปุ่นมองว่า หากอุทกภัยในไทยทำให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าต้องลดการผลิตต่อไปอีก 3 เดือนจะส่งผลให้กำไรของโตโยต้าหดหายไปถึง 2 แสนล้านเยน
ยูอูกิ ซากุราอิ ประธานบริหารบริษัทการจัดการเงินทุนฟุโกกุประจำโตเกียว กล่าวว่า แน่นอนที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นอาจจะพยายามย้ายฐานการผลิตออกจากไทย เนื่องจากมีความกังวลว่า วิกฤตมหาอุทกภัยอาจเกิดขึ้นซ้ำในฤดูฝนปีหน้าก็เป็นได้
“มีความเป็นไปได้สูงว่า แม้ว่าอุทกภัยครั้งนี้จะผ่านไปแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าเราอาจจะเจอกับฤดูฝนตกหนักซ้ำอีกครั้งในปีหน้า”
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกูรูด้านธุรกิจจากบางสำนักที่มองว่าการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติออกจากประเทศไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นัก
โจเซฟ เดอครูซ อาจารย์ด้านธุรกิจประจำโรงเรียนด้านการบริหารธุรกิจรอทแมนของแคนาดา ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ซึ่งเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่สามารถดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้
ประการแรก ประเทศไทยมีแรงงานราคาถูก แต่มีคุณภาพ มีการศึกษา และมีจรรยาบรรณต่อหน้าที่รับผิดชอบทางการงาน
“คุณมีแรงงานที่ราคาถูกมาก พึ่งพาได้ มีการศึกษาดี อ่านออกเขียนได้ มีจรรยาบรรณที่ดี คนไทยเป็นคนที่รับมือกับสถานการณ์ได้ดี พวกเขาจะกลับมาอีกครั้ง ประเทศไทยจะกลับมาอีกครั้ง” เดอครูซ กล่าว
ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบโมเดลทางธุรกิจจากการรวมศูนย์แหล่งผลิตไปสู่การกระจายศูนย์การผลิตนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะโมเดลการทำธุรกิจเดิมที่ผ่านมานั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากอยู่แล้ว
“ญี่ปุ่นมีความจำสั้น พวกเขาลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อครั้งเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อเดือน มี.ค. ไปหมดและยังคงยึดรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมที่พึ่งพาฐานการผลิตแห่งเดียวอยู่ เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะยอมตัดใจโมเดลการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและได้กำไรดีเช่นนี้” เดอครูซ กล่าว
เช่นเดียวกันกับทางด้าน ทากาฮิโร เซกิโด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ชาวญี่ปุ่นจาก เครดิต อะกริกอล ธนาคารเพื่อการลงทุนประจำกรุงโตเกียว ระบุว่า อาจจะเป็นเรื่องยากที่บริษัทรายใหญ่อย่างโตโยต้า จะย้ายฐานการผลิตหนีไปจากประเทศไทย เนื่องจากญี่ปุ่นมีกระจุกห่วงโซ่การผลิต และอุปาทานด้านชิ้นส่วนและอะไหล่ในประเทศไทยมากกว่าบริษัทยานยนต์คู่แข่งค่ายอื่นในสหรัฐและยุโรป การย้ายฐานการผลิตจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
นอกจากนั้น ไทยจะมีปัจจัยดึงดูดหลายประการที่ยังสามารถฉุดรั้งนักลงทุนไว้ได้ เช่น ต้นทุนค่าแรงต่ำ ไปจนถึงสภาพทำเลที่ตั้งที่อำนวยต่อการทำธุรกิจ เนื่องจากไทยอยู่ไม่ไกลจากญี่ปุ่นด้วย
นั่นคือเหตุผลว่า เพราะเหตุใดที่ผ่านมา บรรดาเอกชนญี่ปุ่นจึงแห่เข้ามาสร้างโรงงานในไทยกันอย่างล้นหลามตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอกชนญี่ปุ่นต้องการตัดลดต้นทุนด้านค่าแรงและพยุงผลกำไรไม่ให้กระทบกระเทือนจากภาวะการแข็งค่าของเงินเยนตลอดช่วงที่ผ่านมา
ตามรายงานของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของกระทรวงอุตสาหกรรมไทยระบุว่า ในปี 2553 การลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในไทยพุ่งสูงขึ้น 35% หรือ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) นำโดยอุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็ก และเครื่องจักร
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจากสถานะความเป็นแหล่งลงทุนชั้นยอดที่ไม่ไกล และมีราคางานถูกและเต็มไปด้วยคุณภาพของไทยนั้นยังจะทำให้นักลงทุนต่างชาติยังน่าจะปักหลักต่อไปในเมืองไทยโดยเฉพาะนักลงทุนจากแดนอาทิตย์อุทัยญี่ปุ่น แต่ทว่าจากข้อเท็จจริงที่กำลังสร้างปัญหาจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการต่อสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ของภาครัฐไทยเองที่กลับกลายเป็นตัวสร้างความเสี่ยงให้กับประเทศมากขึ้น
ดังที่เห็นได้จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสื่อไทยและเทศที่เห็นไปในทางเดียวกันว่าหนึ่งในสาเหตุที่สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรง ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตที่ยากจะควบคุมได้เช่นนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ถูกเกมการเมืองทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปทุกขณะ โดยที่เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเพียงแค่พระรองเท่านั้น
อีกทั้ง องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นยังออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างที่สุด ที่ภาครัฐไทยได้ให้ข้อมูลต่อสถานการณ์น้ำท่วมอย่างล่าช้าที่สุด หนำซ้ำ ข้อมูลยังมีความขัดแย้งกันเองและเข้าใจยาก
ไซยะ ซูกิกาวา เจ้าหน้าที่องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นกล่าวว่า ถึงแม้ว่าบริษัทอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นต่างๆ ได้รับคำเตือนจากทางรัฐบาลไทยบ้าง แต่ทว่าข้อมูลดังกล่าวก็ไม่เพียงพอหรือทันท่วงทีพอแก่การตัดสินใจป้องกันใดๆ
เช่นเดียวกัน ทนง ลี้อิสสระนุกูล กรรมการผู้จัดการกลุ่มสิทธิพล 1919 ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย ผู้คร่ำหวอดวงการธุรกิจยังออกมาให้ความเห็นว่า ถ้าหากรัฐบาลไม่เริ่มต้นปรับวิธีการบริหารจัดการปัญหา อีก 2 ปีข้างหน้านี้ก็มีโอกาสสูงที่นักลงทุนต่างชาติจะย้ายหนีไปลงทุนที่อื่นแน่นอน
พูดง่ายๆ ก็คือ เพราะ ไทยแลนด์ ทำร้ายตัวเอง กันทั้งนั้น..!







