
ใช้แบงก์รัฐ..กำจัดจุดอ่อน
มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ได้รับผลกระทบไปมากกว่า 30 จังหวัด จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังสำลักน้ำแก้ปัญหาไม่ตก
มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ได้รับผลกระทบไปมากกว่า 30 จังหวัด จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังสำลักน้ำแก้ปัญหาไม่ตก
จนต้องมาตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูประเทศที่มี วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน เพราะคาดว่าอีกไม่นานเกิน 1 เดือนหลังจากนี้ น่าจะถึงเวลาน้ำลดเป็นช่วงที่รัฐบาลต้องอัดเม็ดเงินในการฟื้นฟูทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ประชาชน และนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหาย เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะใช้เม็ดเงินไม่น้อยกว่า 4 แสนล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูทุกส่วน
ขณะที่รัฐบาลเองก็ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอย กำลังซื้อตก การลงทุนหดหาย เงินที่เตรียมกันไว้ช่วยฟื้นฟูก้อนแรกจึงมีแค่ 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท และการกันเงินจากส่วนราชการ 10% ได้อีก 8 หมื่นล้านบาท
เงินในอนาคตก็กำลังหาทางสรุปกันอยู่ว่าจะกู้มาจากส่วนไหน
เพราะฟากรายได้คงไม่เป็นไปตามเป้าหมายแน่นอน ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการลดภาษีต่างๆ เช่นการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ซึ่งคาดว่าน่าจะทำให้รายได้รัฐบาลหายไปไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท
ชั่วโมงนี้ทางรอดสุดท้ายของรัฐบาลจึงหนีไม่พ้นการบีบให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐปล่อยสินเชื่อเพื่อเร่งอัดเงินเข้าสู่ระบบแทน
รัฐบาลประมาณการคร่าวๆ ว่า หากต้องการประคองเศรษฐกิจปีนี้ให้พ้นปากเหวได้ แบงก์รัฐจำเป็นต้องอัดสินเชื่อไม่น้อยกว่า 12 แสนล้านบาท ผ่านสารพัดโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสินเชื่อเพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประสบภัย อัดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล และการทำโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด เพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บให้กับทุกภาคส่วนได้
การเทกแอ็กชันที่ว่า เริ่มเห็นสัญญาณชัดจากการที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เรียกประชุมผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งหมดเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเร่งหวดให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ให้คนที่เดือดร้อนเพราะยอดสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมายังไม่วิ่ง ซึ่งแบงก์รัฐเองก็น้ำท่วมปาก อยากชี้แจงว่า ที่ยังปล่อยกู้ไม่ได้ก็เพราะน้ำยังท่วมไม่จบ ยังมีคนอีกหลายแสนที่ยังจมน้ำและรอว่าน้ำจะมาถึงหน้าบ้านเมื่อไหร่ จึงยังทำให้ไม่รู้ความเสียหายทั้งหมด
ธีระชัย ยังกลับลำสั่งให้ธนาคารออมสินจัดวงเงินสินเชื่อ 1.5 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ให้นิคมอุตสาหกรรมเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำไม่ให้เกิดน้ำท่วมในปี 2555 โดยบีบให้คิดดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.01% ระยะเวลาชำระคืน 7 ปี โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารออมสินในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี +1%
เพราะต้องการให้บริษัทประกันภัยสบายใจในการเข้ามารับประกันภัยให้โรงงานอุตสาห กรรมเหล่านี้ต่อไปในปีหน้า
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ที่ธีระชัยแทบจะถือไม้เรียวออกมาแถลงข่าวขู่ฟอดๆ ให้ธนาคารรัฐงดการให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการแข่งกับธนาคารพาณิชย์และให้หันมาดูแลลูกค้ารายย่อยเท่านั้น รวมทั้งให้ปรับมาตรฐานทางบัญชีให้ได้มาตรฐานสากลสามารถตรวจสอบได้
ขณะเดียวกัน ธีระชัย ก็สั่งให้เอสเอ็มอีแบงก์ ที่ตอนนี้มีปัญหาเรื่องเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพียง 7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน 8.5% ให้หลับหูหลับตาปล่อยสินเชื่อไปก่อน แม้เอสเอ็มอีแบงก์จะท้วงต่อกระทรวงการคลังแล้วว่าต้องการขอเงินเพิ่มทุนก่อนอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท เพื่อรักษามาตรฐานทางบัญชี เพราะหากจะให้เดินหน้าการปล่อยกู้เพื่อปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูกิจการตามนโยบายของกระทรวงการคลังวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท มีโอกาสที่เงินกองทุนของธนาคารจะลดลงเหลือเพียง 4%
และมีโอกาสสูงมากที่วงเงินสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท ที่เอสเอ็มอีแบงก์เตรียมไว้จะไม่พอรองรับกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเป็นประเด็นคำถามต่อกระทรวงการคลังว่าจะจัดการเรื่องการเพิ่มทุนให้กับธนาคารรัฐได้หรือไม่ อย่างไร เพราะหากปล่อยเรื่องนี้ไว้จะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการปล่อยสินเชื่อของเอสเอ็มอีแบงก์ ที่ต้องจำกัดวงเงินในการให้ความช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนให้แคบลงไปด้วย
อุปสรรคอีกเรื่องหนึ่งของมาตรการสินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่กระทรวงการคลังต้องการเชิญชวนให้ธนาคารพาณิชย์ร่วมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 3 ปีแรก โดยนำเงินมาสมทบกับธนาคารออมสินฟากละ 2 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงิน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการ โดยให้ บสย.เข้าค้ำประกัน 30% นั้น เห็นท่าว่าแบงก์พาณิชย์น่าจะไม่สนเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพราะการที่ถูกสั่งให้ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 3% นานถึง 3 ปี ถือว่าต่ำกว่าต้นทุนทางการเงินของแบงก์พาณิชย์
หากปล่อยกู้ไปก็มีแต่จะขาดทุนย่อยยับ
ด้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เอง ก็ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การลดดอกเบี้ยเหลือ 0% การยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้นานสูงสุดถึง 1 ปี เชื่อว่า ธอส.เป็นธนาคารที่ต้องแบกรับภาระลูกหนี้มากที่สุด เนื่องจากน้ำท่วมครั้งนี้ทรัพย์สินที่เสียหายมากที่สุดคือ “บ้าน”
ทำให้ ธอส. ต้องปรับกลยุทธ์ขนานใหญ่เพื่อรับมือกับลูกหนี้ที่ต้องเฮโลมาขอพักหนี้
เป็นการปรับจากเดิมที่คาดว่าน่าจะมีคนเข้าคิวมาขอกู้ซื้อบ้านหลังแรกมาเป็นพักหนี้บ้านหลังเดิม
ส่วน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกมาตรการขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้และงดคิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งจะเห็นว่า ธ.ก.ส.เริ่มมีพัฒนาการสนองนโยบายรัฐบาล ด้วยเสนอให้ดึงทุกโครงการที่รัฐบาลสั่งให้ทำเข้า ครม.เพื่อขอแยกเป็นบัญชีพิเศษ และเชื่อว่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะมีเกษตรกรนับแสนรายที่ได้รับผลกระทบ เมื่อเทียบจากจำนวนนาข้าวที่จมน้ำกว่า 4.5 ล้านไร่
ท้ายที่สุดแล้ว จะเห็นว่าธนาคารรัฐจะถูกบีบรัดให้ทำหน้าที่ปล่อยกู้ให้ผู้ประสบภัยเดือดร้อนอย่างแข็งขัน ในภาวะที่รัฐบาลมีจุดอ่อนในการจัดหาแหล่งเงินมาฟื้นฟูประเทศ
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปักหัวลง คนมีภาระเพิ่มขึ้นจากการซ่อมแซมบ้าน ทรัพย์สินที่เสียหาย แต่รายได้ยังเท่าเดิมหรือลดลง
ไม่แน่ว่าในระยะต้นนโยบายการใช้แบงก์รัฐไปกำจัดจุดอ่อนในการฟื้นฟู จะกลายเป็นจุดอ่อนให้แบงก์รัฐต้องนอนจมกับหนี้และภาระชดเชยและการแปะโป้งไว้ชดใช้ภายหลัง







