
ปูแก้น้ำท่วมเหลว ผลสอบตก3เดือน
หลายโพลที่ออกมา สะท้อนเสียงประชาชนดังๆ ว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์สอบตกอย่างสิ้นเชิงในการแก้วิกฤตน้ำท่วม
หลายโพลที่ออกมา สะท้อนเสียงประชาชนดังๆ ว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์สอบตกอย่างสิ้นเชิงในการแก้วิกฤตน้ำท่วม
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ดุสิตโพล สำรวจความเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบตรง คือ “ผู้อพยพในศูนย์พักพิง” เห็นว่า เหตุที่รัฐบาลล้มเหลวแก้น้ำท่วม เพราะขาดการเตรียมพร้อมที่ดี 46% การสื่อสาร แจ้งข้อมูลไม่ชัดเจน ทำให้ชาวบ้านหนีน้ำไม่ทัน 24% ที่มองว่าเป็นเรื่องภัยธรรมชาติ มีเพียง 15%
ส่วนกลุ่ม “ผู้ที่ไม่เข้าไปอยู่ในศูนย์พักพิง” มองว่า รัฐบาลให้ความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง เกิดการซ้ำซ้อนในบางพื้นที่ 41% การแก้ปัญหาน้ำท่วมขาดประสิทธิภาพ ขาดผู้รู้จริง 20% ข้อมูลสับสน การประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจน 19%
กรุงเทพโพลล์ ประเมินผลงาน 3 เดือนรัฐบาล โดยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สอบตกได้ 4.98 เต็ม 10 คะแนน แม้จะยอมรับว่ามีความขยัน แต่ไม่มีความเด็ดขาด ขณะที่ภาพรวมรัฐบาลได้ 4.78 เต็ม 10
อีกโพล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้รัฐบาลสอบตก โดยเฉพาะการให้ข่าวเกี่ยวกับน้ำท่วมได้ 4.8 เต็ม 10
สรุป 3 เดือน ยิ่งลักษณ์สอบตก แม้แต่คนในรัฐบาลก็ยอมรับสภาพ เพราะประชาชนทุกสีทุกกลุ่มเดือดร้อนหนักจากวิกฤตน้ำท่วม ถ้าพูดให้ขำทั้งน้ำตา รัฐบาลยิ่งลักษณ์สร้างความเท่าเทียมกันจริง แต่เท่าเทียมที่ “เดือดร้อนกันทั่วหน้า” เหมือนอย่างที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บอกว่า ทุกคนกระทบเหมือนกันหมด เพราะน้ำไม่เลือกสีเสื้อ ไพร่ อำมาตย์ รวย จน ฝ่ายค้าน รัฐบาล
น้ำไม่เลือกสีจริง แต่ถ้าได้รัฐบาลมีฝีมือ ก็น่าบรรเทาความเดือดร้อนและผลกระทบที่เกิดกับคนต่างจังหวัดและคนกรุงกินพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ จะไม่รุนแรงมหาศาลเพียงนี้
3 เดือนก่อนหน้าที่เริ่มเกิดภัยพิบัติ คนกรุงและปริมณฑลยังไม่เชื่อกับตัวว่าจะกลายเป็นผู้อพยพ สิ้นเนื้อประดาตัว จากผลกระทบมหาอุทกภัยเหมือนอย่างวันนี้ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์มากด้วยคนเก่ง มีทีมงานชั้นยอดมากมาย และเป็นรัฐบาลของ “น้องทักษิณ” ที่มองการณ์ไกล ถึงขั้นมีโครงการ “ลาก่อนน้ำท่วมกรุงเทพฯ”
แต่เพราะความชะล่าใจ ในช่วงเดือนแรกรัฐบาลสนใจแต่เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย วางขุมกำลัง เครือญาติเป็นใหญ่ ช่วยเหลือพรรคพวกพ้นคดีความ จนลืมไปว่า พายุได้เข้ามาหลายลูก และไม่เตรียมการวางแผนตั้งรับแต่เนิ่นๆ กว่าจะตั้งลำ ตั้งศูนย์แก้น้ำท่วมของรัฐบาล หรือ ศปภ.ได้ มวลน้ำมหาศาลก็จ่อเข้ามาด่านหน้ากรุงเทพฯ แล้ว แผนแก้วิกฤตก็เปลี่ยนไปมา ขาดแม่ทัพรับผิดชอบที่ชัดเจน และโทษกันเองว่า ปกปิดข้อมูล จนทำให้ประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง
การแก้ปัญหามีหลายช่วงตั้งแต่ช่วงพายุเข้าใหม่ๆ 4-5 ลูก ช่วงการระบายน้ำ ช่วงวิกฤต เมื่อมวลน้ำคืบคลานมาสู่เมืองหลวงของประเทศ
ที่สะท้อนชัด เมื่อคนในรัฐบาลออกมาแฉกันเอง ฝ่ายเพื่อไทยระบุว่า การทำหน้าที่ของกรมชลประทาน ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรฯ พรรคชาติไทยพัฒนา คำนวณปริมาณน้ำผิด มี “ขาใหญ่” คุมประตูระบายน้ำไปให้ไหลไปสุพรรณบุรี เป็นต้นเหตุให้การระบายน้ำไม่ไหลลงทะเลอย่างที่ควรจะเป็น ที่สุด ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ยอมรับตรงๆ ต่อวุฒิสภาว่า การประเมินระดับน้ำในพื้นที่เขื่อนที่ผ่านมามีความคลาดเคลื่อน และการบริหารจัดการน้ำทุ่งเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไม่สามารถคาดปริมาณน้ำที่จะไหลไปสู่ทิศทางใดได้
นี่คือ การบริหารงานผิดพลาดในรัฐบาลจนมวลน้ำก้อนมหึมารุกคืบเข้ากรุง ภายในรัฐบาลก็ไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว พรรคเพื่อไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนายังมาทะเลาะกันเอง กรณีกระทรวงเกษตรฯ และกรมชลประทานปกปิดข้อมูล มาวันนี้การผันน้ำก็ไม่เป็นไปตามแผนที่ไม่สามารถผันน้ำไปทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ลงคลองไปสู่อ่าวไทยได้อย่างที่พูด ทำให้ก้อนน้ำยังกองอยู่ด่านหน้าของกรุงเทพฯ
ปัญหาใหญ่อีกเรื่อง คือ การบริหารงานของรัฐบาลที่ไม่ชี้แจงประชาชนถึงการเยียวยาที่จะได้รับ หรือการเยี่ยมเยียน ช่วยเหลือ แจกถุงยังชีพ จนทำให้ชุมชนต้องออกมาต่อต้านทางการไม่ให้ “เปิดปิด” ประตูระบายน้ำจนการแก้ปัญหาน้ำท่วมรวนไปหมด
สะท้อนชัดจาก “คลองสามวาโมเดล” ที่ สส.เพื่อไทยออกไปหนุนหลังชาวบ้านให้เปิดประตูระบายน้ำ แย้งกับ กทม.จนยิ่งลักษณ์ก็ยอมตาม สส.เพื่อไทย ลงนามให้ กทม.ยอมยกเปิดประตูระบายน้ำ ซึ่งเสี่ยงจะท่วมนิคมอุตสาหกรรมบางชัน จนที่สุดยิ่งลักษณ์ก็กลับไปกลับมาจากผลกระทบที่เริ่มเห็นว่าจะรุนแรงตามที่ กทม.เตือน
แต่ปัญหาที่แท้ที่คนในชุมชนสะท้อน คือ รัฐบาลไม่มาห่วงใยหรือเหลียวแล ปล่อยให้ “ผู้เสียสละ” ต้องจมน้ำต่อไป เหมือนอย่างที่ยิ่งลักษณ์อ้างในรายการพบประชาชนว่า “ไม่อยากให้คนกลุ่มน้อยมองการปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ”
“คลองสามวาโมเดล” จึงเป็นโดมิโน เกิดเป็น “ม็อบคลอง 9” ค้านการปิดประตูระบายน้ำ ลามไปถึงล่าสุดที่ชาวบ้านย่านดอนเมืองที่ประท้วงการวางบิ๊กแบ็ก เพราะในฐานะ “ผู้เสียสละ” แต่กลับไม่ได้รับการดูแลเพียงพอจากทางการ ดังที่ชาวบ้านคลอง 89 บอกในรายการช่อง 3 ว่า ที่บอกให้เห็นใจคนส่วนรวม แต่ขอถามกลับว่า เหตุที่อโยธยาแตกแล้วส่งอาวุธมาช่วยบางระจันไหม ทางการไม่เคยเหลียวแลพวกเราเลย
สิ่งที่ล้มเหลวที่สุดในสายตาประชาชน คือ ศูนย์แก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลอย่าง ศปภ. ขาดความน่าเชื่อถือ ทั้งการเตือนภัย แจ้งข่าว ที่สับสน เชื่อถือข้อมูลไม่ได้ จนชาวบ้านเตรียมตัวไม่ทัน ทรัพย์สินมีค่าต้องจมอยู่กับน้ำ คำเตือนของ ศปภ. “ใช่คือไม่” “ไม่คือใช่” ผู้คนหันไปเชื่อนักวิชาการอย่าง “เสรี ศุภราทิตย์” ที่เตือนภัยได้แม่นยำกว่า โครงสร้างของศปภ.เองก็ “ผิดฝา ผิดตัว” เอาคนไม่รู้เรื่องน้ำ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์แก้อุทกภัยของชาติ ขณะที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกลับหายไปลึกลับ
ที่กระทบจิตใจประชาชนมากที่สุด คือ การรุมทึ้งของบริจาค มีการแปะชื่อ สส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงเป็นเจ้าของ จนคนในพรรคเพื่อไทยก็ออกมาแฉถึงความไม่โปร่งใสในการกระจายของบริจาค เพราะเล่นพรรคเล่นพวก แบ่งแยกสี ยังมีข้อครหาเรื่องการจัดซื้อถุงยังชีพที่แพงเกินไป
เหนืออื่นใด นายกฯ ยิ่งลักษณ์ แม้จะมีความขยันตั้งใจ แต่การแก้ปัญหาที่ตกอยู่ภายใต้ “ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง” ในพรรค หรือในพรรคร่วม เข้ามากดดันจึงไม่เป็นอิสระในการตัดสินใจ ยิ่งแก้ จึงยิ่งผิด สภาพวันนี้เหมือนให้คนกรุงทำใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นอกจากรอเวลาเป็นตัวคลี่คลายสถานการณ์
3 เดือน รัฐบาลจึงสอบตกผ่านโพล ขนาดคนในรัฐบาลยอมยกธงว่ายกนี้แพ้แล้ว อ้างเป็นเรื่องภัยพิบัติ เกินกว่าที่ใครจะแก้ได้ ประชาชนรับชะตาไปก่อน รอยกหลังรัฐบาล ขอแก้ตัวในโหมด “ฟื้นฟูเยียวยา” ที่จะกลับมาเล่นบท “นางเอกแจกของ” อีกครั้ง แต่ไม่ง่าย เพราะความเดือดร้อนมันสาหัสทุกหย่อมหญ้าเกินกว่าที่รัฐบาลคิด







