posttoday
งบมหึมาสู้น้ำท่วม ไร้ทิศทาง-เสี่ยงรั่วไหล

งบมหึมาสู้น้ำท่วม ไร้ทิศทาง-เสี่ยงรั่วไหล

08 พฤศจิกายน 2554

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระแรก ในวันที่ 9-10 พ.ย.นี้ กำลังจะถูกรัฐสภาทำคลอด

หากพิจารณารายละเอียดโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายวงเงิน 2.38 ล้านล้านบาท จะพบว่าเป็นรายจ่ายประจำถึง 78% หรือ 1.85 ล้านล้านบาท ขณะที่งบลงทุนมีสัดส่วนแค่ 17.8% หรือ 4.23 แสนล้านบาท

แต่หากแยกพิจารณาเป็นรายกระทรวง จะพบว่างบชุดนี้ถูกจัดสรรเป็นงบกลางมากที่สุดถึง 17.7% คิดเป็นวงเงินสูงลิ่ว 4.2 แสนล้านบาท

รองลงมาเป็นงบกระทรวงศึกษาธิการ 17.6% หรือ 4.18 แสนล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 11.9% หรือ 2.83 แสนล้านบาท

และเป็นงบที่ไว้รองรับการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมอีก 1.2 แสนล้านบาท แน่นอนว่าสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เป็นเรื่องจำเป็น

งบมหึมาสู้น้ำท่วม ไร้ทิศทาง-เสี่ยงรั่วไหล

ทว่า ยังมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนองนโยบาย “ประชานิยม” และไม่ใช่โครงการเร่งด่วนกลับไม่ได้รับการทบทวน เช่น โครงการคอมพิวเตอร์แบบพกพาเพื่อการศึกษา 1,920 ล้านบาท หรือโครงการที่ ครม.อนุมัติไปแล้ว เช่น โครงการคืนเงินภาษีสรรพสามิตรถคันแรกไม่เกิน 1 แสนบาท ที่มีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ยกเลิกโครงการนี้ เพื่อนำเงินที่จะต้องคืนภาษี 3 หมื่นล้านบาท มาใช้ในการฟื้นฟูหลังน้ำลดก็ยังเดินหน้าต่อไป

“เราเดินหน้าไปแล้ว ถ้าเลิก เดี๋ยวคนที่ซื้อรถไปแล้วเขาจะฟ้องรัฐบาล และการคืนเงิน ก็ไม่ได้คืนในปีนี้ แต่เป็นปีหน้า” บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง ให้เหตุผล

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาลงลึกไปจะพบว่าการจัดสรรงบเพื่อเยียวยาฟื้นฟูสถานการณ์น้ำท่วมไม่มีทิศทางที่ “ชัดเจน” มีความ “ซ้ำซ้อน” กระจายไปตามยุทธศาสตร์ต่างๆ และปฏิบัติโดยหลายหน่วยงาน ทำให้การใช้งบประมาณที่คาดหวังว่าจะเกิดการบูรณาการกลับกลายเป็นขัดแข้งขัดขาและซ้ำซ้อน

ตัวอย่างเช่น แผนงานเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัย ที่กันงบมาจากแต่ละกระทรวงในสัดส่วน 10% บวกกับการเพิ่มงบขาดดุล 5 หมื่นล้านบาท ทำให้มีงบประมาณในส่วนนี้ 1.2 แสนล้านบาท แต่แผนงานส่วนนี้กลับถูกบรรจุไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม

ขณะที่แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 8.93 หมื่นล้านบาท กลับจัดอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน

เช่นเดียวกับแผนงานจัดการทรัพยากรน้ำ 7,920 ล้านบาท ที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือแผนงานส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด 1.81 หมื่นล้านบาท ที่ประกอบด้วยโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำ และถนน เช่นกัน

ย้อนกลับไปพิจารณาแผนงานเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ 1.63 แสนล้านบาท ที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นงบก้อนโตอีกก้อนหนึ่ง น่าจะสมควรถูกปรับมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูเหตุการณ์น้ำท่วม

แต่คงเป็นเรื่องยาก เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่อยากอยู่ในสถานะที่ขัดแย้งกับ “กองทัพ”

นอกจากนี้ หากพิจารณางบประมาณที่จัดสรรแยกตามหน่วยงานพบว่า งบประมาณก้อนใหญ่ที่สุด 4.2 แสนล้านบาท หรือ 17.7% ของงบทั้งหมดถูกจัดสรรเป็น “งบกลาง” ที่อำนาจเต็มในการจัดสรรและการอนุมัติอยู่ที่ “นายกรัฐมนตรี” ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ หรือเสนอเพียงเพื่อเป็นตรายางประทับตรา

แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัตินั้น หากนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่นายกฯ มอบหมายให้จัดการกรองงบกลางเสนอไปหรือเห็นชอบเมื่อไหร่ การอนุมัติจะเกิดขึ้นตามนั้น

แน่นอนว่า หากการจัดสรรงบส่วนนี้เป็นไปเพื่อก่อประโยชน์สูงสุด ดำเนินการได้รวดเร็วทันสถานการณ์ และไม่มีการ “การหาเศษหาเลย” เชื่อว่างบกลางจำนวนมหึมาก้อนนี้จะขับเคลื่อนแผนงานฟื้นฟูเหตุการณ์หลังน้ำลดให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

แต่นั่นหมายความว่าการ “ตัดสินใจ” ใช้งบก้อนนี้ให้มีประสิทธิภาพต้องอยู่ภายใต้การกุม “บังเหียน” ของคนที่มี “ฝีมือ” และภายใต้การกุม “บังเหียน” เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี

ไม่เช่นนั้นการใช้งบจะเป็นไปอย่าง “สะเปะสะปะ”และจะเกิดการหาเศษหาเลยในโครงการต่างๆ

ทุบโต๊ะลงไปในตอนนี้ได้ว่า ประสิทธิภาพของการใช้งบกลางก้อนนี้จะขึ้นอยู่กับฝีไม้ลายมือการจัดการของ “ยิ่งลักษณ์” และจะเป็นตัวชี้วัดการก้าวเดินของประเทศนี้หลังน้ำลด

ขณะที่กลไกการตรวจสอบการใช้งบต้องมีความรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดการ “รั่วไหล” ซึ่งแน่นอนว่าคนในรัฐบาลไม่อยากเห็นการ “ทุจริตคอร์รัปชัน”

แต่จะมั่นใจได้อย่างไร ในเมื่อระบบการจัดสรรและการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างมี “จุดอ่อน” เพราะมีตัวอย่างมาแล้ว คือ การจัดสรรงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภายในงบประมาณปี 2555 ที่มีเสียงบ่นมาจากคนในรัฐบาลว่า “ผมก็แปลกใจมากว่าทำไมโครงการส่วนใหญ่จัดงบประมาณอยู่ที่ 1.8 ล้านบาทบ้าง 1.9 ล้านบาทบ้าง”

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะหากเป็นโครงการที่มีวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ไม่ต้องปฏิบัติตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “อีออกชัน” ทำให้การส่งผ่านโครงการไปยัง “ผู้รับเหมา” เป็นไปโดยสะดวก

แน่นอนว่าผู้อนุมัติโครงการก็ย่อมจะได้รับส่วนแบ่งในรูปสินบน เงินก้นถุงที่ตรวจสอบไม่ได้

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่า งบประมาณปี 2555 ในการฟื้นฟูน้ำท่วมไม่มีรายละเอียดโครงการ ทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก และเชื่อว่าจะมีการทุจริต “ตามน้ำ” โดยเฉพาะงบกลางรายการสำรองจ่ายฉุกเฉินฯ 4.5 หมื่นล้านบาท

“ปัญหาการตั้งงบกลาง คือ ไม่มีรายละเอียดบอกว่ารัฐบาลจะเอางบประมาณไปใช้ทำอะไรบ้าง ถนนกี่เส้น ตรงไหน หรือเอาไปขุดลอกคูคลอง หรือเยียวยาอะไร มีแต่เขียนวัตถุประสงค์ไว้กว้างๆ แม้แต่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ไม่รู้เลยว่ารัฐบาลเอางบไปทำอะไร” สาทิตย์ ตอกย้ำ

ยิ่งขณะนี้การเยียวยาฟื้นฟูน้ำท่วมเป็นเรื่องเร่งด่วน การจัดซื้อจัดจ้างแบบ “พิเศษ” จะทยอยออกมาให้เห็นเป็นทิวแถว และกรณีอย่างนี้ถือเป็นกรณีที่ตรวจสอบได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก

เพราะในช่วงที่น้ำยังไม่ลดและน้ำกำลังคืบคลานท่วมเขตกรุงเทพมหานคร กลิ่นการทุจริต เริ่มส่งกลิ่นเหม็นไปทั้งสังคมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อถุงยังชีพ ส้วมกระดาษที่ราคาแพงกว่าท้องตลาดกว่า 2 เท่า

อย่าย่ามใจไปว่า จะไม่มีใครไปตรวจสอบ  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท