posttoday
ต่างชาติจี้ไทยเร่งจัดการขยะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

ต่างชาติจี้ไทยเร่งจัดการขยะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

07 พฤศจิกายน 2554

แม้นักวิเคราะห์ต่างชาติส่วนหนึ่งจะค่อนข้างแน่ใจอีกว่า เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ของไทยในครั้งนี้

แม้นักวิเคราะห์ต่างชาติส่วนหนึ่งจะค่อนข้างแน่ใจอีกว่า เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ของไทยในครั้งนี้

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

แม้นักวิเคราะห์ต่างชาติส่วนหนึ่งจะค่อนข้างแน่ใจอีกว่า เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ของไทยในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของประเทศ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ค่อนข้างอ่อนด้อยในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ในภาวะวิกฤตที่ต้องการความหลักแหลม เด็ดขาด และเด็ดเดี่ยวในการจัดการ

แต่ทว่านักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับมองว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินฝีมือและผลงานของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หรือก็คือจำเป็นต้องรอดูแผนฟื้นฟูต่อจากนี้ ทั้งเยียวยาความทุกข์ของประชาชน และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างบ้านต่างเมืองที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นตัวตัดสินรัฐบาลไทยว่าไร้ประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นตัวตัดสินคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ใน กทม. ว่าขาดสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกำลังแสดงให้ทั่วโลกเห็นภาพได้ชัดเจนอยู่ในปัจจุบันก็คือ ปัญหาการจัดการขยะ

ต่างชาติจี้ไทยเร่งจัดการขยะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

 

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์เดอะ วอลสตรีต เจอร์นัล ได้ตีพิมพ์รายงานระบุว่า กทม.กำลังเผชิญหน้ากับขยะทุกประเภททุกชนิดที่ไหลเรื่อยเอื่อยมาพร้อมกับสายน้ำ ไล่เลียงตั้งแต่ขยะเบสิก อย่างโฟมและพลาสติก ยันขยะสดอย่างเศษอาหาร สิ่งปฏิกูล ซากสัตว์ และขยะปนเปื้อนสารพิษ เช่น ถ่านไฟฉาย

เพราะขยะเหล่านี้ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งสะสมและแพร่เชื้อโรคอย่างดีเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาปัจจุบันทันด่วนในแง่ที่เป็นตัวการสำคัญที่กีดขวางทางเดินของน้ำไม่ให้ไหลผ่านออกนอกพื้นที่เพื่อออกไปยังทะเลได้อย่างสะดวก

แม้ขยะจะเป็นประเด็นขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับการหามาตรการป้องกันและฟื้นฟูเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น แต่ขยะก็เป็นปัญหายุ่งยากที่กำลังส่งกลิ่นเหม็นตุๆ กวนใจประชาชนทั้งไทยและเทศ จนต่างชาติพากันเตือนรัฐบาลไทยไม่ให้เพิกเฉยละเลยต่อปัญหาดังกล่าว

พูดให้ง่ายเข้าก็คือ แม้ว่าประเทศนั้นๆ จะครบครันด้วยสาธารณูปโภคและโครงสร้างขั้นพื้นฐานที่เหมาะแก่การลงทุน แต่หากเต็มไปด้วยขยะเน่าเหม็นและของเสียอันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค นักลงทุนไม่ว่าชาติไหนๆ ก็คงต้องขอยอมยกธงโบกมือลาเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการจัดเก็บขยะของ กทม. ใช่ว่าจะเรียบร้อยดีเท่าไรนัก แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ก็ยอมรับว่าดีในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับจำนวนปริมาณขยะสูงถึง 8,700 ตันต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของปริมาณขยะของประเทศไทยทั้งประเทศ ด้วยฝีมือของประชากรราว 8 ล้านคน ที่อาศัยอัดอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้บวกกับประชากรอีกราว 12 ล้านคน ที่อาศัยอยู่บริเวณชานเมือง

แต่ครั้นเมื่อมีเหตุน้ำท่วมเข้ามาส่งผลให้พนักงานเก็บขยะไม่อาจจะจัดการได้ เนื่องจากรถขยะไม่สามารถบุกลุยน้ำได้เต็มที่ ขณะที่พนักงานบางคนก็ตกอยู่ในสถานะผู้ประสบภัยเช่นเดียวกัน

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ภาพขยะ ข้าวของเหลือใช้ และสิ่งปฏิกูลที่ลอยเอ่อท้าทายสายตา และพร้อมเข้าไปสัมผัสทักทายผู้พบเห็น

นอกจากนี้ สถานการณ์ขยะที่เกิดขึ้นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อบรรดาผู้ประสบภัยต่างพร้อมใจกันจำกัดขยะด้วยวิธีการที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดคือ การโยนทิ้งลงน้ำที่ไหลท่วมอยู่รอบบ้าน

บทความของวอลสตรีต เจอร์นัลได้อ้างอิงคำกล่าวของ จิรพร ศิริกุล พนักงานเก็บขยะที่ระบุว่า ยินดีและเต็มใจที่จะทำหน้าที่เก็บขยะในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป แต่ก็สมควรแก่เวลาด้วยเช่นกันที่คนทั่วไปจะต้องมีสำนึกรับผิดชอบให้มากขึ้น ด้วยการเลิกมักง่าย

ทั้งนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะ กทม.เท่านั้นที่ประสบกับปัญหาเรื่องขยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตหายนะภัยเมืองใหญ่อื่นๆ ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างก็ประสบกับปัญหาที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้มาก่อน

เรียกได้ว่าเป็นบททดสอบสุดหินที่ผู้นำประเทศต่างๆ ต้องเรียนรู้และก้าวผ่านด้วยกันแทบทั้งสิ้น ถ้าจะต้องบริหารจัดการการอยู่อาศัยภายในเมืองที่ต้องการพัฒนาให้มีความทันสมัย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ กรณีของกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์

เมื่อปี 2552 พายุไต้ฝุ่นพัดเข้าถล่มกรุงมะนิลาอย่างรุนแรงส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงกินพื้นที่ 3 ใน 4 ส่วนของกรุงมะนิลา โดยสาเหตุของน้ำท่วมในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบรรดาขยะนานาชนิดที่ไหลไปกีดขวางระบบระบายน้ำ

ทันทีที่ได้เรียนรู้ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ในขณะนั้นจึงยกเครื่องระบบจัดการขยะขนานใหญ่ ทั้งการขุดลอกคูคลองท่อระบายน้ำและออกโครงการรณรงค์ขนานใหญ่ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากความมักง่ายด้วยการทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ เมื่อเกิดพายุไต้ฝุ่นโจมตีอีกครั้งเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ปัญหาน้ำท่วมในกรุงมะนิลาบรรเทาเบาบางลงไปมาก เพราะน้ำสามารถระบายลงสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็ว

ครั้งนี้ถึงคราวของประเทศไทยที่จะต้องเรียนรู้วิธีการจัดการปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยปัญหาขยะของไทยในคราวนี้ดูจะยุ่งยากกว่าฟิลิปปินส์หลายเท่าตัว

ทั้งนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ น้ำท่วมฟิลิปปินส์เป็นแบบฉับพลัน แต่ของไทยเป็นแบบคืบคลานเข้ามาตามธรรมชาติของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเพื่อออกทะเล ส่งผลให้มีความเสี่ยงเรื่องโรคติดเชื้อต่างๆ ทั้งไข้เลือดออก ท้องร่วง และฉี่หนู มากกว่า

เนื่องจากขยะมีโอกาส มีเวลาหมักหมมให้น้ำเน่าเสียได้มากกว่านั่นเอง

แม้จะยังไม่มีรายงานการระบาดใดๆ ของเชื้อโรคในขณะนี้ แต่บรรดาเจ้าหน้าที่อนามัยและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างก็แสดงความวิตกกังวล พร้อมส่งเสียงเตือนไทยมาแล้วล่วงหน้าแล้ว

เพราะขนาดยังไม่มีการระบาดของโรค แต่ก็มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุอย่างไฟฟ้าชอร์ต หรือจมน้ำแล้วมากกว่า 500 คน

วอลสตรีต เจอร์นัล ระบุว่า แม้ในระหว่างวิกฤตน้ำท่วมจะไม่สามารถจัดการขยะได้มากมายนัก แต่เหตุการณ์หลังน้ำลดคือเวทีสำคัญที่สุดของรัฐบาลไทยที่มีส่วนจำเป็นในการกำหนดชะตากรรม ของประเทศ

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนก็คือกระบวนการทำความสะอาดครั้งใหญ่ที่น่าจะกินเวลายาวนาน และมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล

แต่สิ่งที่ต่างชาติลุ้นให้เกิดต่อจากนี้ นอกจากระบบการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนแล้วก็คือ ระบบการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ

เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ต่างชาติส่วนหนึ่งมองว่า มีส่วนอย่างมากสำหรับการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติว่าจะยอมเดินหน้าลุยต่อกับประเทศไทย หรือตัดใจหาแหล่งใหม่ที่มั่นคงกว่าและสะอาดกว่า

เพราะความเจริญก้าวหน้าและความศิวิไลซ์ทันสมัยของเมืองๆ หนึ่ง หรือประเทศหนึ่งๆ อันเป็นปัจจัยที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศย่อมครอบคลุมในทุกด้าน แม้จะเป็นประเด็นเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

หากไทยไม่สามารถพิสูจน์ได้ นอกจากจะเป็นการไล่บรรดาบริษัทข้ามชาติทางอ้อมแล้ว ประเทศไทยก็คงต้องหยุดอยู่เพียงแค่ระดับประเทศที่ได้แต่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ เท่านั้น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท