
คนไทยกับชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม
วิกฤตการณ์น้ำท่วมไทยนี้ เป็นภัยธรรมชาติรุนแรงที่ทำให้หลายคนคิดไปถึงวันสิ้นโลก
วิกฤตการณ์น้ำท่วมไทยนี้ เป็นภัยธรรมชาติรุนแรงที่ทำให้หลายคนคิดไปถึงวันสิ้นโลก
เชื่อกันว่าตัวการของภัยธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกนี้ มาจากน้ำมือมนุษย์ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่บันยะบันยัง ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อนนั้นพูดถึงกันมานาน มีการสำแดงฤทธิ์หลายๆ ประการ ตามสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ด้วยการบันดาลให้ฝนแล้ง ไฟป่า พายุใหญ่ที่มีความรุนแรงขึ้น พายุหิมะ น้ำท่วม ฯลฯ
ว่ากันว่าอาจจะหนักข้อทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย จนทำให้แผนที่ประเทศไทยหายไปจากแผนที่โลกเลยทีเดียว
เรื่องนี้จริงหรือไม่ ยังเป็นที่ถกเถียงของนักวิทยาศาสตร์ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ อุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานฝ่ายปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. กล่าวว่า คนไทยต้องยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาวะโลกร้อน และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตให้เหมาะสม
เขากล่าวว่า โลกร้อนทำให้ไอน้ำลอยขึ้นไปบนฟ้ามากขึ้นและก็จะจับตัวตกลงมาเป็นฝน ในอนาคตประเทศไทยจะมีฝนตกมากกว่าเดิม 100% ฤดูฝนจะมาเร็วกว่าปกติ 12 เดือน จำนวนปริมาณน้ำก็จะมีมากขึ้น ซึ่งเราก็ต้องแก้ปฏิทินการเกษตรให้เร็วขึ้น เช่น การปลูกข้าว เราก็ต้องหาข้าวพันธุ์ใหม่ ปลูกข้าวเร็วขึ้นให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ อาจจะลามไปถึงการเปลี่ยนปฏิทินท่องเที่ยวประเทศไทย โดยปกติ ฤดูท่องเที่ยว คือ พ.ย.ม.ค. แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ ฝนตกหนักในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคใต้เพราะฤดูเปลี่ยน หรือไม่ก็ให้โฆษณาไปเลยว่า ให้มาเที่ยวน้ำเมืองไทย พายเรือล่องกัน อย่างเทศกาลลอยกระทง
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตตามที่ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าว อาทิ การปลูกบ้านใต้ถุนสูงมากๆ สร้างบ้านแบบใหม่ฐานเป็นโฟม หรือทุ่นใช้เสายึด เวลาน้ำขึ้น บ้านก็จะลอยขึ้นไปด้วย เรียกว่า “บ้านสะเทินน้ำ” หรือ “บ้านกบ”
สิ่งที่ปลอดประสพพูด นักวิชาการหลายคนอาจจะหัวเราะ แต่เขาพิสูจน์แล้วในเรื่องการเตือนภัยน้ำท่วมของ ศปภ.ว่าเขาถูก
โดยวัตถุประสงค์ของ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ คงไม่ได้ต้องการออกมากล่าวให้คนตื่นตระหนก แต่อยากให้คนตื่นตัวและวางแนวทางการปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ
แต่ทว่า สิ่งที่ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ มองไปในอนาคตนั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ตัวจริงผู้กำข้อมูลสภาพภูมิอากาศกลับไม่ได้คล้อยตาม
จำนง แก้วชะฎา รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ เห็นว่า จากการเฝ้าติดตามภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีอย่างใกล้ชิด ใช้ค่าเฉลี่ย 30 ปีในการวัด โลกร้อนขึ้น ทำให้เกิดภัยธรรมชาติ เช่น เอลนินโญลานินญา แต่ก็ไม่อาจสรุปได้ว่าจะส่งผลให้ภูมิอากาศในประเทศไทยเปลี่ยนแปลง
กรมอุตุนิยมฯ ยืนยันว่า ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยยังใกล้เคียงกับทุกปีที่ผ่านมา ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นจนมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ตามปกติแล้วจะใช้ค่าเฉลี่ย 30 ปีในการวัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่งระยะหลังอาจเห็นว่าอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่ยังไม่สามารถรสรุปได้ว่าภูมิอากาศของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง
“สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าเป็นความผันแปรทางภูมิอากาศ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากโลกที่ร้อนขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี เมื่อปีนี้มีฝนตกมากจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ จะเหมารวมว่าต้องมีฝนตกมากแบบนี้ทุกปีคงไม่ได้” จำนง กล่าว
ช่วงเวลาที่ฝนตกก็ยังอยู่ในช่วงกลางเดือน พ.ค. ถึงกลางเดือน ต.ค. ถือว่าเป็นเวลาปกติของฤดูฝนที่มีฝนตก จึงถือว่าภูมิอากาศ ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ขยายเวลาการตก จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
ดังนั้น จึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือคิดว่าต้องมีการเปลี่ยนวิถีชีวิตอะไร แต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับการติดตามสภาพอากาศปีต่อปี หากในระยะ 23 ปีเกิดฝนตกหนักติดต่อกันก็ต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง
ดร.เกริก ปั้นแหน่งเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยข่อนแก่น ซึ่งเป็นผู้วิจัยโครงการศึกษาผลกระทบภาวะโลกร้อนต่อการผลิตพืชเศรษฐกิจของไทย ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง กล่าวว่า จากสภาพอากาศที่แปรปรวนขณะนี้ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นที่ต้องเอาจริงเอาจังกับการเตรียมรับมือกับความแปรปรวนดังกล่าว โดยเฉพาะที่จะกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร ด้านเมล็ดพันธุ์ ที่ต่อไปจะเริ่มมีปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากความไม่แน่นอนของอากาศ ที่ในบางปีอาจจะเจอน้ำท่วมมากและหลังน้ำท่วมก็อาจจะเจอภัยแล้งได้ทันที
ขณะที่การสร้างสต๊อกความมั่นคงอาหารระหว่างประเทศหรือในกลุ่มอาเซียน ก็อาจจะไม่สามารถพึ่งพาได้จริง เนื่องจากจะพบว่าเมื่อเกิดอุทกภัยในอาเซียน ซึ่งส่วนมากสภาพอากาศเหมือนกันก็จะเจอเช่นกัน แต่ละประเทศอาจจะไม่สามารถช่วยเหลือกันได้ โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่เกือบทุกประเทศจะไม่มีการให้กัน
นอกจากนั้น รัฐจะต้องมีการวางภารกิจและกลไกให้ชัดว่า ในแต่ละด้านทั้งความมั่นคงอาหาร ความมั่นคงเมล็ดพันธุ์ จะมีทิศทางอย่างไร จะปล่อยให้กรมรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ แต่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนก็ไม่ได้ ซึ่งจะเห็นว่ากรณีอุทกภัยของไทยครั้งนี้จะมีปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าว ฉะนั้นการบริหารจัดการจะต้องเป็นรูปแบบพิเศษและไม่ฝากความหวังกับเอกชนที่ผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่าย
ในขณะที่รูปแบบการผลิต การเพาะปลูก เห็นว่าปฏิทินการเพาะปลูกจะเริ่มเปลี่ยนอย่างแน่นอน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ แต่จะเป็นลักษณะค่อยๆ เป็น ค่อยๆไป เพราะเกษตรกรไทยบังคับไม่ได้ การเปลี่ยนเปลงจะเกิดโดยเกษตรกรเขามองเห็นและปรับเองเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เพราะภาคกลางและภาคเหนือสภาพดิน หรือน้ำ ก็จะไม่เหมือนกัน ในที่เดียวกัน ที่ลุ่มหรือที่ดอน ก็จะไม่เหมือนกัน
ในจุดนี้ ราชการจะต้องมีหน้าที่ให้ข้อมูลที่ชัด ซึ่งหลังจากภัยครั้งนี้แล้วหากรัฐไม่เริ่มนับหนึ่งอย่างเข้มแข็ง ก็เกรงว่าปีหน้าหากเกิดลักษณะนี้อีกประเทศไทยจะมีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี การที่จะไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก คงทำได้ยาก เพราะอุทกภัยครั้งร้ายแรงนี้ ได้ทำให้คนหลายล้านคนขวัญกระเจิง และเห็นแสนยานุภาพของธรรมชาติว่ายิ่งใหญ่เพียงใด
และมีความโน้มเอียงที่จะเชื่อว่า ชีวิตของคนไทยจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า ถ้ารู้จักรับมือกับภัยธรรมชาติ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินก็จะมีมากขึ้นเพราะสังคม ตอกย้ำความเชื่อนี้ว่า โลกกำลังเจอกับความท้าทายในการดูแลธรรมชาติระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์เอนโซ เป็นปรากฏการณ์เอลนินโญ สลับกับลานินญา ที่เรียกกันว่า เอนโซ
วงจรเดิมการเกิดขึ้นของลานินญาจากเดิมมีวงรอบประมาณ 4.6 ปีต่อครั้ง ลดลงเหลือเพียง 2.6 ปีต่อครั้ง ขณะที่เอลนินโญที่เคยเกิดขึ้น 3 ปีต่อครั้ง ลดลงเหลือ 1.6 ปีต่อครั้งเช่นกัน
ปรากฏการณ์เอนโซ เดิมที่นานๆ สัก 34 ปีจะเกิดสักครั้ง แต่ในขณะนี้ปรากฏว่าเกิดถี่ขึ้นแทบทุกปี แล้วเกิดสลับกันทั้งสองอย่าง
อาการของปรากฏการณ์นี้คือ เวลาที่ฝนตกก็จะตกหนักขึ้น จากที่เคยมีเกณฑ์เฉลี่ยของปริมาณน้ำฝนที่ 1,374 มม./ปี ขณะนี้มากขึ้นถึงเกือบ 2,000 มม./ปี บางครั้งฝนก็ตกในหน้าแล้ง แถมยังหนาวเข้ามาอีก พอน้ำท่วมเสร็จก็จะแล้งทันที
“ปีที่แล้วประเทศไทยเจอครบทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ฝนตกหนัก หนาวจัด ทั้งที่เคยเกิดขึ้นปีละอย่างเท่านั้น ซึ่งอนาคตต่อไปเราจะเจอเช่นนี้บ่อยขึ้น ดังนั้นก็เตรียมรับมือไว้ได้เลย” รอยล กล่าว
และจากการวิจัยการศึกษาภาวะโลกร้อนต่อการผลิตพืชเศรษฐกิจของไทยของ เกริก ปั้นเหน่งเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็มองสอดคล้องไปในทางเดียวกันว่า อีก 10 ปีข้างหน้า สภาพอากาศของทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาก
การผลิตอาหารโลกก็จะลดลงถึง 20% ทำให้ราคาสินค้าเกษตรจะมีราคาสูงขึ้นมาก ถ้าประเทศเรามีการจัดการภัยพิบัติได้ดี มีการรับมือได้ การเกษตรไม่เสียหาย ก็จะทำให้เพิ่มโอกาสทางการค้าพืชผลการเกษตรได้เป็นอย่างดี
“ขณะนี้ความพร้อมเรื่องข้อมูลของบ้านเราทำได้ดี แต่ความพร้อมเรื่องการรับมือยังถือว่าสอบตก”
แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อคนทั้งโลก ที่จะต้องวางแผนชีวิตกันใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นการกินอยู่ การเดินทาง การค้าขาย เกือบจะทุกๆ เรื่อง
โดยวัตถุประสงค์ของรมว.วิทยาศาสตร์ คงไม่ได้ต้องการออกมากล่าวให้คนตื่นตระหนก แต่อยากให้คนตื่นตัวและวางแนวทางการปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ
อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีของไทยในครั้งนี้ เป็นการเตือนจากธรรมชาติว่า เราจะมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
น้ำได้กัดเซาะให้ความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยผุดขึ้นมา จนเห็นปัญหาว่าหลังจากน้ำลดจะต้องมีการสังคายนาระบบการจัดการน้ำของประเทศใหม่ทั้งหมด
ไม่มีใครใหญ่กว่าธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เราสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เกรี้ยวกราดกับมนุษย์ได้ หากเรามีแผนการรับมือกับภัยธรรมชาติที่ดีพอ ความเสียหายที่จะได้รับจากภัยธรรมชาติก็จะไม่สูงมากนัก
แต่การไม่เตรียมการวางแผนและรับมือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หากเราตั้งอยู่บนความประมาท เราก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนไปของโลกใบนี้







