posttoday
จุฬาฯเตือน อีเอ็ม ไร้ผล ซ้ำเติมน้ำเน่ารุนแรง

จุฬาฯเตือน อีเอ็ม ไร้ผล ซ้ำเติมน้ำเน่ารุนแรง

05 พฤศจิกายน 2554

ขณะที่จิตอาสาทั้งหลายพากันแห่ปั้นก้อนชีวภาพคนละไม้ละมือ ก็เกิดข้อกังขาขึ้นมาว่า “อีเอ็มบอล” ที่ว่านี้จะช่วยแก้ปัญหา

ขณะที่จิตอาสาทั้งหลายพากันแห่ปั้นก้อนชีวภาพคนละไม้ละมือ ก็เกิดข้อกังขาขึ้นมาว่า “อีเอ็มบอล” ที่ว่านี้จะช่วยแก้ปัญหา

หรือเพิ่มปัญหากันแน่ หลังจากที่กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ www. eng.chula.ac.th โดยระบุว่า อีเอ็มบอลและน้ำหมักชีวภาพอาจไม่สามารถบำบัดน้ำเน่าเสียได้

บทความของนักวิชาการจุฬาฯ กลุ่มนี้ ชี้ว่าปัญหาน้ำเน่าเกิดจากสารอินทรีย์ในน้ำมีปริมาณสูง ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง ในที่สุดจึงเกิดกลิ่นเหม็น แต่หากใช้ EM (Effective Microorganisms) ในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในสภาวะที่น้ำท่วมขังและมีสารอินทรีย์ปนเปื้อนอยู่มาก รวมถึงการใส่อีเอ็มมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เพราะอีเอ็มก็ต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์

จุฬาฯเตือน อีเอ็ม ไร้ผล ซ้ำเติมน้ำเน่ารุนแรง

 

อีกประเด็นสำคัญ คือ อีเอ็มบอล หรือไมโครบอล ซึ่งประกอบด้วยสารอินทรีย์ต่างๆ เช่น กากน้ำตาล รำข้าว ก็อาจส่งผลต่อปัญหาน้ำเน่าได้ เช่น กรณีเรือน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น เมื่อโยนอีเอ็มบอลลงในแหล่งน้ำ จึงเปรียบเสมือนการเพิ่มปริมาณสารอินทรีย์ให้กับแหล่งน้ำในบริเวณที่มีการท่วมขังอีกทางหนึ่ง แม้แต่จุลินทรีย์ในอีเอ็มเอง เมื่อตายไปก็นับเป็นแหล่งสารอินทรีย์ในน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายเช่นกัน

โดยสรุปสามารถกล่าวได้ว่า การบำบัดสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำมีลักษณะแตกต่างจากการบำบัดสารอินทรีย์ในสุขา และการหมักขยะเพื่อทำปุ๋ย ถึงแม้อีเอ็มต้นแบบ (ลิขสิทธิ์ Professor Teruo Higa) ซึ่งอ้างว่ามีความสามารถในการกำจัดกลิ่นและทำให้น้ำใส แต่ก็เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาชั่วคราวในระยะสั้นเท่านั้น แต่หากสารอินทรีย์ในน้ำยังคงอยู่ และออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าน้ำนั้นสะอาดจริง อีกทั้งไม่ปลอดภัยที่จะนำมาใช้ และไม่ปลอดภัยต่อสัตว์น้ำ ที่สำคัญยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่างๆ ได้

บทความของนักวิชาการกลุ่มนี้ ระบุอีกว่า ผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศญี่ปุ่นได้ให้ข้อมูลว่า จากเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่น กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นได้ศึกษาทดลองแล้ว พบว่าอีเอ็มไม่ได้ช่วยในการบำบัดน้ำเสียแต่อย่างใด รัฐบาลญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคลงในท่อบำบัดน้ำเสีย ส่วนในเขตชนบทจะใช้วิธีรวบรวมน้ำเสียและทำการฆ่าเชื้อโรค ก่อนจะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

รัฐ พิชญางกูร อาจารย์จากภาควิชาชีวเคมี จุฬาฯ กล่าวว่า หลักการของอีเอ็ม คือ การปล่อยกลุ่มจุลชีพที่อยู่ในน้ำ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการออกซิเจนเพียงเล็กน้อยในการย่อยสลายอินทรีย์สารต่างๆ ที่เจือปนอยู่ในน้ำ ซึ่งปกติจุลชีพต่างๆ จะมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่เมื่อต้องทำหน้าที่หนัก เพราะต้องเจอกับน้ำที่มีสิ่งแปลกปลอมมาก จึงส่งผลให้เกิดก๊าซหรือกลิ่นน้ำเสีย หากปล่อยไว้ต่อไปน้ำก็จะยิ่งมีกลุ่มจุลชีพมากขึ้น

“การใช้อีเอ็มไปย่อยสลายก็เหมือนเลือกคนต่างกลุ่มอาชีพไปทำงานเปลี่ยนน้ำให้กลับมาดีขึ้นนั่นเอง ในที่นี้จุลินทรีย์ในอีเอ็มก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกว่าเท่านั้นเอง และจากการสุ่มตรวจน้ำอีเอ็มที่วางขายในท้องตลาด 4 ยี่ห้อ พบว่ามีเพียงยี่ห้อเดียวที่ใช้งานได้จริง” รัฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการผลิตอีเอ็มด้วยตัวเองก็คือ ต้องเลือกใช้จุลชีพที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะหากผสมจุลชีพเชื้อตายแล้วนำลงไปทิ้งในน้ำ จะยิ่งเป็นการเพิ่มสารอินทรีย์แปลกปลอมในน้ำนั่นเอง

ด้าน ธงชัย พรรณสวัสดิ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ก่อนจะใช้อีเอ็มควรต้องพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ให้ได้ก่อน เพราะในต่างประเทศเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น ไต้ฝุ่นในอเมริกาและคลื่นยักษ์ที่ญี่ปุ่น ก็ไม่มีการใช้อีเอ็มในการบำบัดเลย ดังนั้นต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าใช้ได้จริง ไม่เช่นนั้นการผลิตขึ้นตามความเชื่อก็อาจจะเป็นเพียงการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ  
 

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง