
ริมเจ้าพระยาแตกเพิ่ม-ปิดคลอง 8-10 เหลว ปู ขู่ใช้กฏหมายสกัดพังคันกั้นน้ำ
สถานการณ์น้ำเมื่อวันที่ 3 พ.ย. รัฐบาลประเมินว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยอ้างข้อมูลระดับน้ำทางเหนือจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี เริ่มลดลง
สถานการณ์น้ำเมื่อวันที่ 3 พ.ย. รัฐบาลประเมินว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยอ้างข้อมูลระดับน้ำทางเหนือจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี เริ่มลดลง
แต่ในความเป็นจริงไม่ได้หมายความว่าชาวกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะรอดพ้นจากน้ำท่วมในบางเขตตามที่คาดหวังไว้ก่อนนี้ เพราะคำสั่งจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ให้ปิดประตูระบายน้ำคลอง 8-10 ไม่เป็นผลด้วยประชาชนต่อต้าน
จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ประธานคณะทำงานประสานงานฝ่ายปฏิบัติระบบระบายน้ำ กทม. และ ศปภ. ขยายความว่า ได้สั่งให้กรมชลประทานไปปิดประตูระบายน้ำที่คลอง 8-10 ของคลองหกวาสายล่าง เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่คลองสามวา และกั้นไม่ให้น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นจนล้นคันกั้นน้ำไปสู่คลองแสนแสบ และไปสู่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน แต่ยังไม่สามารถปิดได้
ทั้งนี้ ในวันที่ 3 พ.ย. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเพิ่มอีก 2 กองร้อย เพื่อคุ้มกันเจ้าหน้าที่กรมชลประทานที่จะทำการปิดประตูน้ำ แต่ก็ถูกประชาชนกว่า 200 คน ที่มาจาก ต.บึงทองหลาง ต.ลำไทร ต.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี มาปิดล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและต่อต้านไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปิดประตูระบายน้ำ โดยประชาชนเหล่านี้อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนกว่า 1 เดือน แต่รัฐบาลไม่เคยสนใจแม้กระทั่งส้วมลอยน้ำก็ไม่มี
ขณะที่มีการต่อรองอยู่นั้นประชาชนได้ทยอยมาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องถอยร่นไปบริเวณสะพาน จากนั้นมีการตั้งตัวแทนชาวบ้านจำนวน 6 คน ร่วมเจรจากับ พีระยศ นฤบาล ปลัดอำเภอลำลูกกา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงได้ข้อยุติว่าจะไม่มีการปิดประตูน้ำดังกล่าว แต่จะให้กรมชลประทานใช้วิธีการสูบน้ำออก
สมบุญ พืชธนะสุข นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงทองหลาง หนึ่งในตัวแทนเจรจา จึงได้นำมติที่ประชุมมาแจ้งให้ประชาชนทราบ เมื่อช่วงเวลา 15.00 น. ว่า จะไม่ยินยอมให้ปิดประตูระบายน้ำคลอง 10 อย่างเด็ดขาด แต่ให้รัฐบาลและกรมชลประทานไปเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้ครบ 27 เครื่อง ที่คลอง 13 ตามที่ ศปภ.สั่งการก่อนนี้ และให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 พ.ย. จากนั้นค่อยรอดูผลว่าสามารถสูบน้ำได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วค่อยนัดเจรจากันรอบใหม่
ขณะที่ประตูระบายน้ำคลองสามวาซึ่งได้ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยเมื่อคืนวันที่ 2 พ.ย. เจ้าหน้าที่ทหารได้นำกำลังมาขุดลอกผักตบชวาเพื่อเปิดทางให้เรือสามารถนำอาหารและถุงยังชีพมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านได้ เนื่องจากมีระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ขณะเดียวกันยังมีประชาชนได้เดินแวะเวียนมาติดตามสถานการณ์ในจุดดังกล่าวเป็นระยะ
ด้าน ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง ย้ำอีกครั้งว่า หาก ศปภ.สั่งปิดประตูระบายน้ำคลอง 813 ไม่ได้ น้ำจะท่วมทั่วพื้นที่ กทม.ทุกเขต
ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า น้ำในพื้นที่ กทม.ด้านฝั่งเหนือปริมาณน้ำยังคงมากอยู่ แต่ได้เร่งบริหารจัดการน้ำให้ระบายออกสู่ฝั่งตะวันออก รวมถึงพื้นที่ กทม.ตอนเหนือที่น้ำยังคงท่วมถนนวิภาวดีรังสิตและถนนพหลโยธิน ซึ่งแม้จะท่วมขยายวง แต่เมื่อน้ำถึงบึงพระราม 9 ที่จะเข้าสู่ระบบอุโมงค์ยักษ์ก็จะสูบออกได้ ที่กังวลและหนักใจคือด้านฝั่งพื้นที่ตะวันตกของ กทม. เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังไม่ไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำ
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุอีกว่า การลดปริมาณน้ำด้านเหนือที่ท่วมถนนวิภาวดีรังสิตและถนนพหลโยธินเข้ามาเรื่อยๆ ทาง ศปภ.จะวางกระสอบทรายยักษ์ตั้งแต่บริเวณหลักหกไปตลอดแนวจนถึงประตูระบายน้ำคลองเปรมใต้
พร้อมแย้งข้อมูลของนายกฯ ด้วยว่า น้ำทะเลหนุนจะไม่ส่งผลต่อสถานการณ์น้ำฝั่งตะวันตก ทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือต้องเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเร่งระบายลงสู่แม่น้ำท่าจีนโดยเร็วที่สุด พร้อมระบุว่า น้ำจะท่วมพื้นที่ กทม.ประมาณ 1 เดือน หากเร็วกว่านี้ก็ถือว่าเป็นของแถม
นอกจากนี้ วันนี้ 3 พ.ย. กทม.ได้ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่บางแคต้องอพยพ เนื่องจากน้ำปริมาณมากได้ไหลบ่าเข้ามาในคลองมหาสวัสดิ์ และเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ยังแจ้งเตือนในพื้นที่เขตจตุจักร บางบอน บางกอกน้อย และภาษีเจริญ ให้ขนย้ายสิ่งของและเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัย เนื่องจากน้ำจะทยอยมาจากพื้นที่เขตดอนเมือง หลักสี่ และบางเขน
จากสถานการณ์น้ำโดยรวมทั้งหมด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ไปในอีกทิศทางว่า น้ำทางเหนือน่าจะลงมาน้อยลง และได้สั่ง รมต.คมนาคม วางกระสอบทรายยักษ์กั้นบริเวณหลักหกให้แล้วเสร็จในวันที่ 4 พ.ย.นี้ เพื่อชะลอน้ำเข้าพื้นที่ดอนเมืองและสายไหม ส่วนที่น้ำขยายวงกว้างก็เพราะน้ำทะเลยังสูงกว่าแนวคันกั้นน้ำ และในฝั่งตะวันตกยังมีรอยแตกของคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่กว่า 10 จุด ซึ่งจะซ่อมเสร็จในวันที่ 13 พ.ย.นี้
“ฝั่งตะวันตกเป็นคลองที่อยู่ในแนวขวาง การระบายจึงยากมาก บางพื้นที่แคบ จึงทำให้ฝั่งตะวันตกมีการระบายค่อนข้างยาก อาจต้องค่อยๆ รอระดับน้ำทะเลที่ลดต่ำกว่าคันกั้นน้ำจึงจะสูบระบายน้ำได้” นายกฯ ระบุ
นอกจากนี้ ปัญหาการทำลายคันกั้นน้ำด้านคลอง 8-13 รวมถึงคันกั้นน้ำลงคลองประปา นายกฯ บอกว่า “จะ” มีการพิจารณามาตรการขั้นเด็ดขาดในการเฝ้าระวังรักษาคันกั้นน้ำ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ประสบอุทกภัยทำความเข้าใจกับประชาชน ตามอำนาจ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาตรา 31
เมื่อถามย้ำว่า จะใช้กฎหมายพิเศษเข้าไปดูแลหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะพิจารณาดู... นั่นหมายความว่ารัฐบาลยังไม่ยอมงัดเครื่องใหม่มาจัดการกับการปิดประตูระบายน้ำหรือการทำลายคันกั้นน้ำเพิ่มเติม ยกเว้น “การทำความเข้าใจ” กับประชาชนที่ไม่ยอมเข้าใจ
ข้อมูลของ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเมินว่า ปริมาณน้ำใน จ.ปทุมธานี และนนทบุรี จะลดลงหลังวันที่ 7 พ.ย.เป็นต้นไป เพราะพื้นที่ฝั่งตะวันตกของ กทม.เป็นที่ลุ่ม มีสิ่งกีดขวางน้อยกว่าฝั่งตะวันออก ทำให้น้ำไหลพื้นที่ฝั่งตะวันตกจำนวนมาก และน้ำเหนือที่ลงมาจะไม่เป็นก้อนใหญ่เหมือนที่ผ่านนนทบุรีกับปทุมธานีอีก แต่จะไหลลงมาช้าๆ
ปลอดประสพ ระบุอีกว่า ภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้ฤดูฝนมาเร็วขึ้น 1–2 เดือน ประเทศไทยจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นประมาณ 25–50% คิดเป็นปริมาณน้ำฝนประมาณ 5 หมื่น1 แสนล้าน ลบ.ม./ปี จากเดิมที่มีปริมาณน้ำฝนปีละ 2 แสนล้าน ลบ.ม./ปี







