
ประเมิณผิด ตัดสินใจพลาด เขื่อนซ้ำน้ำท่วม
ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่าการจัดการน้ำไม่มีข้อผิดพลาดจนถึงสิ้นเดือน ก.ค.
ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่าการจัดการน้ำไม่มีข้อผิดพลาดจนถึงสิ้นเดือน ก.ค.
โดย...อาภิรักษ์ หกพันนา
ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่าการจัดการน้ำไม่มีข้อผิดพลาดจนถึงสิ้นเดือน ก.ค. แต่มีข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและนโยบายการกักเก็บน้ำในช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือน ส.ค. ความผิดพลาดนี้ทำให้ปริมาณน้ำที่เขื่อนภูมิพลควรสกัดได้ ลดลงจาก 4,400 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เหลือเพียง 3,100 ล้าน ลบ.ม.
หากพิจารณาปริมาณน้ำที่ไหลเข้าและไหลออกแล้วจะพบว่าตั้งแต่ 20 ส.ค. (ก่อนเกิดอุทกภัยในภาคกลาง) จนถึงจุดสุดท้ายที่เขื่อนภูมิพลสามารถรับน้ำเข้าเขื่อนได้ เขื่อนรับน้ำไปทั้งสิ้น 3,100 ล้าน ลบ.ม. ถ้าสมมติว่าเอาน้ำปริมาณนี้เก็บไว้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะสูง 1.2 เมตร ดังนั้นเขื่อนภูมิพลช่วยลดน้ำท่วม ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่มาจากเขื่อนภูมิพลนั้นเป็นองค์ประกอบ 1540% ของปริมาณน้ำไหลในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ จึงต้องย้ำอีกครั้งว่าเขื่อนช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วม
ถ้าพิจารณาสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. และสถิติระดับน้ำที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะพบว่าระดับน้ำเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันที่ 27 ส.ค. และล้นระดับตลิ่งในวันที่ 13 ต.ค. หากพิจารณาเงื่อนเวลาที่ทราบว่าฝนจะตกหนัก ประกอบกับช่วง Delay ที่กรมอุตุนิยมวิทยารู้แต่ยังไม่ประกาศ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ช่วงวันที่ 25 ส.ค. ไม่ว่าจะตัดสินใจเรื่องน้ำอย่างไรก็ผิดทั้งนั้น เพราะถ้าปล่อยเยอะ (โดยที่ไม่รู้ว่าฝนจะตกมาอีกเท่าไหร่) ก็จะเป็นการซ้ำเติมสภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นแล้ว หน้าแล้งน้ำก็อาจจะมีไม่พอใช้ และหากตัดสินใจชะลอน้ำโดยปล่อยให้น้อย แต่ถ้าฝนไม่หยุด สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้น้ำผ่านไปอย่างเหตุการณ์ที่เป็นในปีนี้ ก็จะเกิดการท่วมหนักที่น้ำมาครั้งเดียวในปริมาณมาก ฉะนั้นในเดือน ก.ย.ก็สายไปเสียแล้วที่จะดำเนินการอะไร
ความผิดพลาดในการเก็บน้ำในปีนี้ของเขื่อนภูมิพลนั้น อยู่ในช่วงสั้นๆ ระหว่างวันที่ 120 ส.ค. จากพายุนกเตนที่เข้าภาคเหนือและหย่อมความกดอากาศต่ำที่หลงเหลืออยู่ ได้ก่อให้เกิดฝนตกในปริมาณมาก พายุลูกนี้เจาะเข้าตรงส่วนเหนือเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล ทำให้น้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลสูงถึง 852 ล้าน ลบ.ม. ภายใน 7 วัน ซึ่งเขื่อนได้ปล่อยน้ำไปแค่ 105 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้น้ำกักเก็บกระโดดขึ้นไปเป็น 9,265 ล้าน ลบ.ม. สูงกว่ายอดที่ควรจะเป็นที่สิ้นเดือน ส.ค. การตัดสินใจไม่เพิ่มการปล่อยน้ำหลังจากพายุนกเตนผ่านไป ทั้งๆ ที่ใต้เขื่อนยังไม่มีปัญหาน้ำท่วม ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดข้อที่สำคัญที่สุด สาเหตุของข้อผิดพลาดนี้น่าจะมาจากการใช้สถิติและความน่าจะเป็นที่ไม่เหมาะสม หรือไม่เพียงพอในการวิเคราะห์และทำนายปริมาณน้ำไหลเข้าในเดือน ส.ค.ต.ค.
ในปีนี้ ตลอดเดือน ก.ค.มีน้ำไหลเข้าเขื่อนทั้งสิ้น 961 ล้าน ลบ.ม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 3 เท่า และตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา ไม่เคยมีปีใดที่เดือน ส.ค.ต.ค. มีน้ำไหลเข้าอ่างน้อยกว่าเดือน ก.ค. โดยที่น้ำไหลเข้าเขื่อนต่ำสุดใน 3 เดือนนี้จะเป็น 1.2 1.4 และ 1 เท่าของเดือน ก.ค.ตามลำดับ
ดังนั้น ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนในเดือน ส.ค.ต.ค.นั้น จะไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้าน ลบ.ม. แน่ๆ เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบเก็บน้ำในเดือน ส.ค. แต่ในปีนี้ระดับการกักเก็บน้ำปลายเดือน ส.ค.สูงถึง 10,436 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากความพยายามเก็บน้ำอย่างเต็มที่อาจจะด้วยความกลัวที่ว่าฝนจะแล้งตามที่มีการทำนายในตอนต้นปี
แต่หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์และสถิติของน้ำเข้าเขื่อนในปีที่เดือน ก.ค.มีฝนตกหนัก (ปีที่มีน้ำเข้าเขื่อนมากกว่า 500 ล้าน ลบ.ม.) น้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยใน 3 เดือนนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ก.ค. จะมีค่า 2.1 2.4 และ 1.8 เท่า
ดังนั้น หากมีการใช้สถิติตัวนี้ ผู้รับผิดชอบควรจะประเมินได้ว่าน้ำเข้าเขื่อนใน 3 เดือนนี้มีโอกาส 50% ที่จะเป็น 6,050 ล้าน ลบ.ม. และมีโอกาส 30% ที่ปริมาณน้ำจะสูงถึง 8,000 ล้าน ลบ.ม ดังนั้นนโยบายในเดือน ส.ค.ต้องเป็นการกักเก็บน้ำอย่างระวังเต็มที่และรักษาระดับน้ำที่สิ้นเดือน ส.ค.ไม่ให้เกิน 9,000 ล้าน ลบ.ม. หากการกักเก็บน้ำเกินกว่านี้ควรจะปล่อยน้ำเมื่อทำได้ ไม่ใช่การพยายามเก็บน้ำให้มากที่สุด
แต่ว่าในเดือน ส.ค.ปีนี้ เขื่อนภูมิพลไม่มีการลดระดับน้ำเลยสักครั้งเดียว เมื่อรวมผลพายุนกเตนและหย่อมความกดอากาศต่ำอีกหลายๆ ครั้ง ทำให้การกักเก็บน้ำสิ้นเดือน ส.ค.ในปีนี้สูงสุดในประวัติศาสตร์
ถึงแม้จะพออ้างได้ว่าเดือน ก.ค.ปีนี้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนสูงสุดในประวัติศาสตร์ทำให้ไม่ได้ทำแผนรองรับไว้ ข้ออ้างนี้เพียงแต่จะแสดงให้เห็นการวิเคราะห์และวางแผนจัดการน้ำที่ไม่ทันท่วงที แต่การวางแผนน้ำควรทำวันต่อวันหรือหยาบที่สุดควรเป็นรายสัปดาห์ไม่ใช่รายเดือน เพราะถ้ามีการวิเคราะห์และปล่อยน้ำในช่วงวันที่ 1–20 ส.ค. สถานการณ์น้ำท่วมจะไม่รุนแรงขนาดนี้ จะไม่เกิดการปล่อยน้ำในหลัก 100 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ในช่วงวันที่ 5–12 ต.ค. น้ำเหนือที่ไหลเข้าสู่ภาคกลางจะหายไป 1,400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคิดหยาบๆ ก็คือระดับน้ำจะลดไป 60 ซม. นิคมอุตสาหกรรมทั้งหลายใน จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานีก็อาจจะไม่แตก
ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ ถ้าดูการกักเก็บน้ำที่ 7-8% ที่สิ้นเดือน ก.ค. ก็พอจะอนุมานได้ว่ามีความผิดพลาดคล้ายๆ กัน และอาจจะรุนแรงกว่าเขื่อนภูมิพลด้วยซ้ำ
ในปีนี้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนในเดือน ส.ค. ต.ค.นั้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 268% 284% และ 191% ตามลำดับ ในเดือน ส.ค.นั้น อัตราน้ำไหลเข้าเขื่อนทำลายสถิตินับแต่สร้างเขื่อนมา แต่น้ำไหลเข้าเขื่อนในเดือน ก.ค.และ ก.ย.ปีนี้ไม่มากกว่าค่าสูงสุดในอดีต ส่วนปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 4046% ปริมาณน้ำฝนในภาคกลางเดือน ส.ค.นั้นสูงกว่าปกติแค่ 15% แต่ในเดือน ก.ย.ต่ำกว่าค่าปกติ 4%
ดังนั้น น้ำที่ท่วมภาคกลางในปีนี้กล่าวได้ว่า เป็นน้ำเหนือแทบทั้งสิ้น ความผิดพลาดในการตอบสนองต่อมวลน้ำไหลเข้าในเดือน ส.ค.ของเขื่อนต่างๆ จึงเป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมในครั้งนี้
ท้ายที่สุดคงได้แต่บอกว่าเป็นคราวเคราะห์ของประเทศไทย เพราะช่วงวิกฤตที่เรามนุษย์ชาวไทย ยังสามารถใช้เครื่องมือเพื่อยับยั้งเหตุการณ์นี้ได้นั้นอยู่ในเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากรัฐบาลหนึ่งมาอีกรัฐบาลหนึ่ง จะโทษรัฐบาลใดก็คงทำได้ไม่เต็มปาก คำถามที่ผู้รับผิดชอบต้องตอบชาวไทยคือ ที่ผ่านมามีแนวปฏิบัติอย่างไร ผู้ที่นำแนวปฏิบัติไปใช้ได้ทำครบถ้วนทันท่วงทีหรือไม่ และแนวปฏิบัติที่มีอยู่เหมาะสมเพียงใด ต้องปรับปรุงหรือไม่ ผู้ปฏิบัติได้มองเห็นวิกฤตที่กำลังย่างตัวเข้ามาในต้นเดือน ส.ค.หรือไม่
หากได้ปฏิบัติตามครบถ้วนและได้รายงานผู้มีอำนาจตัดสินใจไปแล้ว แต่ผู้มีอำนาจนั้นไม่ได้ตัดสินใจในทางที่ถูก ผู้นั้นก็ควรที่จะตอบคำถามประชาชนว่ามีแนวคิดในการตัดสินใจอย่างไร
แต่ถ้าแนวปฏิบัติที่มีอยู่ไม่สามารถทำนายการเกิดปัญหาในปีนี้ได้ เราก็ต้องปรับแนวปฏิบัตินี้ใหม่ โดยใช้การวิเคราะห์ใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องและเตรียมรับกับภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว







