
เส้นทางวิบากสู่ศาลฎีกาฯ
การทำงานของคตส.ในคดีนี้มีความประนีตค่อนข้างสูงจนสามารถดำเนินการสั่งฟ้องต่ออัยการสูงสุดได้ในช่วงปลายของการทำงานราวกลางปี 2550 โดยวันที่ 29 พ.ค.ในปีนั้นคตส.ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดในเวลานั้น คือ นายชัยเกษม นิติศิริ เพื่อขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 76,671,603, 061 บาท ตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
การทำงานของคตส.ในคดีนี้มีความประนีตค่อนข้างสูงจนสามารถดำเนินการสั่งฟ้องต่ออัยการสูงสุดได้ในช่วงปลายของการทำงานราวกลางปี 2550 โดยวันที่ 29 พ.ค.ในปีนั้นคตส.ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดในเวลานั้น คือ นายชัยเกษม นิติศิริ เพื่อขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 76,671,603, 061 บาท ตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ช๊อกคตส.แบบยกคณะเมื่อทางอัยการมีหนังสือถึงนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.ให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการกับ คตส.เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมคดีดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า “มีข้อไม่สมบูรณ์ ที่ คตส.ไม่ได้แยกจำนวนทรัพย์สินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีมาก่อนถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติมีเท่าไหร่ และหลังการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป มีจำนวนเท่าไร เพราะหากยื่นอายัดทรัพย์สินทั้งหมด อาจจะไม่เป็นธรรม และทำให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งในชั้นศาลได้ จึงเสนอให้ คตส.สอบสวนเพิ่มเติม”
ในคตส.เองได้มีการหารือกันเป็นการด่วนว่าจะทำอย่างไรเพราะหากปล่อยให้นานออกไปคตส.ก็จะหมดวาระในเดือนมิ.ย.ซึ่งอาจส่งผลให้คดีนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่สุดท้ายเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)มารับช่วงต่อ และได้มีการประชุมร่วมกันเมื่อเดือนส.ค.2550 จนมีข้อสรุปร่วมกันว่าอัยการสูงสุดจะดำเนินการส่งฟ้องศาลฎีกาฯ จนนำมาสู่การต่อสู้คดีนี้ในชั้นศาลและเตรียมจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.2553







