
ปฎิบัติการตามล่าอายัดสมบัติทรัพย์ "ชินวัตร"
ต้องยอมรับตลอดเวลาการทำงานของคตส.สิ่งหนึ่งที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจมากที่สุด คือ จะมีการยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่เอาเข้าจริงๆมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเพราะประกาศคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของคตส.ไม่ได้ให้อำนาจคตส.ในการยึดทรัพย์ มีเพียงอำนาจในการอายัดทรัพย์ไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเท เพราะองค์กรที่จะตัดสินใจว่าให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่อยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น
ต้องยอมรับตลอดเวลาการทำงานของคตส.สิ่งหนึ่งที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจมากที่สุด คือ จะมีการยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่เอาเข้าจริงๆมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเพราะประกาศคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของคตส.ไม่ได้ให้อำนาจคตส.ในการยึดทรัพย์ มีเพียงอำนาจในการอายัดทรัพย์ไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเท เพราะองค์กรที่จะตัดสินใจว่าให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่อยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น
พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
อย่างไรก็ดี เมื่อคตส.ทำงานมาได้เกือบ 1 ปีก็ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของครอบครัวชินวัตรในที่สุด โดยในหนังสือ “ฝากไว้ในแผ่นดิน” ซึ่งเป็นหนังสือที่คตส.ทำขึ้นในโอกาสทำงานครบ1ปีบันทึกเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์เอาไว้อย่างน่าสนใจ
ด้วยผลจากการตรวจสอบและไต่สวนในคดีต่างๆ ของคตส.ได้ลุล่วงถึงขั้นมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับพวก ได้ทุจริตประพฤติมิชอบ และร่ำรวยผิดปกติได้ทรัพย์สินโดยมิสมควรจากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการของบริษัทเอกชนเป็นเหตุให้ได้ประโยชน์หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐโดยรวม
มีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและภริยา(พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน)ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นธุรกิจสัมปทานของบริษัทเอกชน (บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน) ตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นต้นมา แต่ได้ให้บุตร ญาติ หรือบุคคลผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ถือหุ้นเอาไว้แทน และยังได้ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการของเอกชนหลายประการดังนี้
1.แก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายล่วงหน้า (Prepaid) เพื่อประโยชน์แก่บริษัทเอกชนรายหนึ่งทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ตลอดอายุสัมปทานเป็นเงินประมาณ 71,667 ล้านบาท
2.แก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์การตัดส่วนแบ่งรายได้ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอกชนรายหนึ่ง (บริษัทแอดวานซ์ อินโฟเซอร์วิส จำกัด มหาชน) ทำให้รัฐเสียหายประมาณ 700 ล้านบาท
3.ตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม และได้มีมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชน์แก่บริษัทเอกชนรายหนึ่งทำให้วิสาหกิจของรัฐเสียหายประมาณ 30,667 ล้านบาท
4.ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เช่าและลงทุนระบบคลื่นความถี่ดาวเทียมของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง (บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด มหาชน) โดยไม่จำเป็น เป็นเหตุให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รัฐเสียหายเป็นจำนวนเงินประมาณ 700 ล้านบาท
5.สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank) ให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการของบริษัทเอกชนรายหนึ่งในจำนวนเงินกู้ประมาณ 1,000 ล้านบาท
6.อาศัยการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำผลประโยชน์ของชาติแลกเปลี่ยนบุกเบิกตลาดธุรกิจดาวเทียมให้แก่สายธุรกิจดาวเทียมในเครือบริษัทเอกชนรายหนึ่ง (บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน) เพิ่มมูลค่าธุรกิจดาวเทียมของบริษัทเอกชนดังกล่าวเป็นอันมาก
การใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนเองดังกล่าว มีทั้งที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกี่ยวข้องสั่งการโดยตรง หรือละเว้นไม่กำกับสั่งการดูแล มีความพยายามหลีกเลี่ยงขั้นตอนตรวจสอบตามกฎหมายทุกครั้ง ยังผลเป็นประโยชน์อันมิควรได้ตกเป็นมูลค่าแฝงฝังอยู่ในหุ้นของตน จนมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างผิดปกติตลอดเวลา
ในท้ายที่สุดก็ได้ใช้อำนาจหน้าที่ผลักดันให้แก้ไจเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 โดยเพิ่มเติมให้บุคคลต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทด้านกิจการโทรคมนาคม จากเดิมไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 50 % พร้อมๆกับการเจรจาเพื่อขายหุ้นที่มีชื่อครอบครัวเป็นเจ้าของอยู่ 49.2 % ให้แก่กองทุนของต่างประเทศ (กองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์) ซึ่งเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2549 ก็ได้ดำเนินการขายหุ้นแก่กองทุนดังกล่าวในวันที่ 23 ม.ค.2549 ได้เงินจากการขายหุ้นทั้งเป็นจำนวน 73,271 ล้านบาท
คตส.เห็นว่าผลการดำเนินการในเรื่องที่ตรวจสอบและไต่สวนดังกล่าว มีหลักฐานเชื่อได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งอยู่ มีการทุจริตและประพฤติมิชอบ ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติและเนื่องจากได้พบว่าเงินบางส่วนได้ถูกยักย้ายถ่ายโอนแล้ว เช่น เงินค่าขายหุ้นชินคอร์ป ก็คงเหลืออยู่ในบัญชีประมาณ 52,888 ล้านบาทเท่านั้น
จึงมีมติเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2550 ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารหรือสถาบันการเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่กลุ่มทุนเทมาเซค และ ให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ทุกบัญชีเงินฝาก ทุกธนาคาร และทุกสถาบันการเงิน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
กระบวนการไล่ล่าอายัด
สำหรับรายการที่คตส.ได้มีการอายัดทรัพย์ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปหลายครั้งแต่มี 4 ครั้งที่ถือว่าเป็นการอายัดครั้งใหญ่ที่สุดรวม 21 รายการ โดยคตส.พบว่านับตั้งแต่มีการขายหุ้นมีการเคลื่อนไหวเข้าในบัญชีเงินฝากในชื่อบุคคล 4 คน ประกอบด้วย
1.น.ส.พิณทองทา ชินวัตร จำนวน 2.9หมื่นล้านบาท ในบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 111-2-41524-4 สาขา รัชโยธิน
2. นายพานทองแท้ ชินวัตร จำนวน 2.2หมื่นล้านบาท ในบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 111-2-31008-8 สาขารัชโยธิน
3.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 1.9หมื่นล้านบาท ในบัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 127-4-64433-3 สาขาซอยอารีย์
4. นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวน982ล้านบาท ในบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 014-2-41225-5 สาขาพหลโยธิน
จากร่องรอยตรงนี้ทำให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามทรัพย์สินของบุคคลที่ คตส. มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์ ที่มีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นประธาน สามารถเสนอให้คตส.มีมติสั่งอายัดทรัพย์อีก4ครั้งรวม21รายการ ดังนี้
ครั้งที่ 1 จำนวน 7 รายการ ได้แก่ 1. บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ชื่อบัญชี บริษัทเอสซีออฟฟิส พลาซ่า จำกัด 2. บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ชื่อบัญชี บริษัทพีทีคอร์ปอเรชั่น จำกัด 3. บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ชื่อบัญชี บริษัทเวิร์ธ ซัพพลาย จำกัด 4. บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ชื่อบัญชี โอไอเอ เมนเนจเมนท์ จำกัด 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชดา ชื่อบัญชี น.ส. ชิณนิชา วงศ์สวัสดิ์ 6. บลจ.ไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี บรรณพจน์ ดามาพงศ์ และ 7. ธนาคารกรุงเทพ สาขารัชดา ชื่อบัญชี ที่ปรึกษากฎหมายธีรคุปต์ รวมวงเงิน 8 พันกว่าล้านบาท
ครั้งที่ 2 จำนวน 7 รายการ เช่นกัน คือ 1.ธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน) สาขารัชดาภิเษก บัญชีเลขที่ 014-2-03355-3 และเลขที่บัญชี 014-2-00333-1 ชื่อบัญชีบริษัทเอสซีออฟฟิซพลาซ่า จำกัด ยอดเงิน 13,582,191.78 บาท พร้อมดอกเบี้ย 2.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีย์ บัญชีเลขที่ 127-0-82135-6 ชื่อบัญชีบริษัทเอสซีเค เอสเทค จำกัด วงเงิน 2 พันล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 3 ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ บัญชีเลขที่ 127-0-73845-1 ชื่อบัญชีมูลนิธิไทยคม ยอดเงิน 200 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
4. ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ เลขที่บัญชี 127-4-32087-6 ชื่อบัญชี บริษัท โอเอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด วงเงิน 430 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 5. ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด มหาชน สาขาสะพานควาย บัญชีเลขที่ 013-1-25266-4 ชื่อบัญชีบริษัท พีที คอร์ปอเรชั่น จำกัด วงเงิน 1.3 พันล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 6. เช็คธนาคารธนชาติ จำกัด มหาชน เชคธนาคารเลขที่ 1340368 สั่งจ่ายบริษัท เอสซีออฟฟิซพลาซ่า จำกัด ยอดเงิน 986,417,808.22 บาท พร้อมดอกเบี้ย และ 7. เช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน สาขารัชโยธิน เชคธนาคารเลขที่ 2006062 สั่งจ่าย TOSCANA VALLEY COMPANY LIMITED วงเงิน 27,227,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ครั้งที่ 3 จำนวน 3 รายการ วงเงินรวม 4,775 ล้านบาท ได้แก่ 1. บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ เลขที่ 127-4-70928-4 ชื่อบัญชี บจ.บี.บี.ดี ดีเวลล็อปเมนท์ วงเงิน 2,775 ล้านบาท 2. บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ เลขที่ 127-4-72472-1 ชื่อบัญชี บจ.บี.บี.ดี พร็อพเพอร์ตี้ วงเงิน 1 พันล้านบาท และ 3. บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน เลขที่ 111-2-83421-0 ชื่อบัญชี บจ.บี.บี.ดี พร็อพเพอร์ตี้ วงเงิน 1 พันล้านบาท
ครั้งที่ 4 จำนวน 3 รายการ ประกอบด้วย 1.หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 28,900,000หุ้น 2.หุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) จำนวน 15,900,000 หุ้น และ3.หุ้นบริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน) จำนวน 57,000,000 หุ้น มูลค่า 2,682 ล้านบาท







