
รัฐสภาต้องเป็นที่พึ่ง
ต้องขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจกับหน่วยงานราชการ ทหาร และองค์กรต่างๆ
ต้องขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจกับหน่วยงานราชการ ทหาร และองค์กรต่างๆ
ที่ร่วมแรงร่วมใจกันใช้สติปัญญา แรงกาย ทุนทรัพย์ในการต่อสู้กับวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าองคาพยพของอำนาจรัฐต่างออกมาทำ หน้าที่ของตัวเองในการพิทักษ์และปกป้องประชาชนที่ได้รับความ เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ฝ่ายบริหาร ทหาร ตำรวจ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้แต่ฝ่ายพลเรือน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน และองค์กรสาธารณประโยชน์ ต่างกระโจนเข้าทำหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
มีแต่ฝ่ายนิติบัญญัติในระบบรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่อาสามาเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนเท่านั้น ที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน แต่ไม่ได้ทำหน้าที่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เลือกเข้ามาควบคุมการทำงานของรัฐบาล
ทั้งๆ ที่ในยามที่ประเทศชาติประสบภาวะวิกฤต หรือแม้แต่ในยามสงคราม รัฐชาติที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่างต้องเปิดพื้นที่ในระบบรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้ทำหน้าที่อภิปรายเสนอแนะว่าประเทศควรเดินหน้าไปอย่างไรในท่ามกลางวิกฤต
การที่ประธานรัฐสภาตัดสินใจไม่ยอมเปิดสภาเพื่อพิจารณาเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 179 เพื่อถกเถียงหาข้อสรุปในการบริหารจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล จึงถือว่าเป็นการจงใจละทิ้งการทำหน้าที่ หมิ่นต่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้แทนปวงชนชาวไทยเป็นอย่างมาก
นักการเมืองที่ดี ควรก้าวข้ามความคิดในเรื่องผลประโยชน์ของพรรค หรือผลประโยชน์ของกลุ่ม แล้วหันมาคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและคนในสังคมเป็นตัวตั้ง
รัฐสภาที่ดีก็ต้องคำนึงในเรื่องผลประโยชน์ที่เกิดจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ดีมากกว่าการโจมตีทางการเมือง
นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลต้องเลิกหวั่นวิตกกับการเปิดรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แสดงความคิดเห็นในการ บริหารจัดการประเทศว่าจะทำให้พรรคฝ่ายค้านขยายบาดแผลการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ประสบการณ์ และขาดภาวะ ผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถ้าหากว่ารัฐสภาแห่งนี้คือเวทีการระดมความคิดเห็นที่นำไปสู่ทางออกของประเทศ
ประธานรัฐสภาต้องเปิดพื้นที่ให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า ระบบรัฐสภายังเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามประเทศชาติเกิดวิกฤต
ขณะเดียวกัน นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ต้องมีสามัญสำนึกที่จะไม่ใช้เวทีรัฐสภาทำสงครามน้ำลาย ใส่ร้ายป้ายสี หรือโยนความผิดให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรต้องทำหน้าที่เสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในยามนี้







